วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์


แถลงการณ์สำนักพระราชวัง
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ความว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

พระราชประวัติ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” 
จากเจ้าหญิงนักกฎหมาย สู่พระเกียรติยศ ‘เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน’


พลเอก (พิเศษ) หญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
เป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระอิสริยยศเดิมเมื่อแรกประสูติคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภ
การศึกษา ทรงศึกษาระดับอนุบาล ประถมและมัธยมต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา ด้วยทรงสนพระทัยทางด้านกฎหมายมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2544 โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง
และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทรงจบหลักสูตร เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา ปีการศึกษา 2547 จากนั้นทรงไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย Master of Laws (LL.M.) ที่, มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ และDoctor of the Science of Law (J.S.D.) มหาวิทยาลัยคอร์เนล ที่ประทศหรัฐอเมริกา
สถาปนาและเฉลิมพระนาม
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความวิริยะอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน
ได้แบ่งเบาพระราชภาระเป็นอันมาก จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาและเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย
นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กอีกทั้งทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด
ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนา พระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
ทรงพระประชวร
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สํานักพระราชวังออกแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย ขณะทรงทำการฝึกสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อร่วมแข่งขันในรายการ Thailand Working Dog Championship by Royal Thai Army 2022 ซึ่งมีกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 10–19 ธันวาคม ณ สนามฝึก กองพันสุนัขทหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คณะแพทย์ประจำพระองค์จึงกราบทูลเชิญเสด็จไปปฐมพยาบาล ณ โรงพยาบาลปากช่องนานา จนพระอาการประชวรคงที่ในระดับหนึ่งจึงเชิญเสด็จประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเพื่อเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เพื่อถวายการตรวจพระวรกายอย่างละเอียด
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 2 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้รายงานว่า พระอาการโดยรวมคงที่ในระดับหนึ่ง จังหวะการเต้นของพระหทัยควบคุมได้ด้วยพระโอสถ ผลการตรวจพระหทัยพบว่าพระหทัยยังบีบตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผลการฉีดสีของหลอดเลือดพระหทัยไม่พบความผิดปกติ โดยคณะแพทย์ได้ถวายพระโอสถและเครื่องมือช่วยการทำงานของพระหทัย พระปัปผาสะ พระวักกะ และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด
จากนั้นวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2566 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 3 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้สรุปการวินิจฉัยว่าพระอาการประชวรหมดพระสติ เกิดจากการเต้นผิดจังหวะของพระหทัยแบบรุนแรง จากการอักเสบของพระหทัยจากเชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ทําให้ทรงพระประชวรหมดพระสติในเวลาต่อมา ส่วนพระอาการประชวรโดยรวมในขณะนั้นยังไม่ทรงรู้พระองค์
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 4 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า จากการถวายพระโอสถและเครื่องมือเพื่อช่วยการทำงานของพระปัปผาสะและพระวักกะมาโดยตลอด คณะแพทย์ตรวจพบการติดเชื้อเป็นครั้งคราว จึงได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา คณะแพทย์ตรวจพบว่าทรงมีพระอาการติดเชื้อรุนแรงและเข้าในกระแสพระโลหิต ทำให้ต้องถวายพระโอสถปฏิชีวนะหลายขนานร่วมกัน รวมทั้งถวายพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิต เพื่อรักษาความดันพระโลหิตให้คงที่เนื่องจากความดันพระโลหิตต่ำ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 5 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า พระองค์ยังมีความดันพระโลหิตต่ำอยู่ คณะแพทย์ยังต้องถวายพระโอสถเพื่อกระตุ้นความดันพระโลหิต ร่วมกับพระโอสถปฏิชีวนะและการใช้อุปกรณ์ทดแทนการทำงานของพระวักกะและช่วยหายพระทัยอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 31 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวัง ประกาศแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง ทรงพระประชวร ฉบับที่ 6 พระอาการติดเชื้อโดยรวมดีขึ้นความดันพระโลหิตคงที่หลังจากได้หยุดถวายพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิต คณะแพทย์ยังคงถวายพระโอสถปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ และยังต้องถวายเครื่องช่วยการทำงานของพระปีปผาสะ (ปอด)และพระวักกะ (โต) อย่างต่อเนื่อง คณะแพทย์ยังต้องเฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด
วันที่ 21 พ.ค.2569 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ฉบับที่ 7 ตามที่สำนักพระราชวังได้มีแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2565 และทรงมีพระอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อมาเป็นระยะ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น
คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้รายงานเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน พุทธศักราช 2569 คณะแพทย์ตรวจพบการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ทำให้พระอาการไม่คงที่ ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้ว่าคณะแพทย์ถวายเครื่องช่วยการทำงานของพระปัปผาสะ (ปอด) และพระวักกะ (ไต) อย่างต่อเนื่อง ถวายพระโอสถปฏิชีวนะหลายขนาน รวมทั้งพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิตและพระโอสถควบคุมจังหวะการเต้นของพระหทัยเพิ่มเติมแล้ว พระอาการยังทรุดลง บ่งว่ามีการติดเชื้อที่รุนแรงและยังควบคุมไม่ได้ ส่งผลรบกวนการทำงานของพระอวัยวะสำคัญหลายระบบ คณะแพทย์ยังคงถวายการรักษาอย่างเต็มที่และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2569 สำนักพระราชวัง ออกประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

รายชื่อ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)



รายชื่อ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)
  1. จังหวัดกาฬสินธุ์
  2. จังหวัดขอนแก่น
  3. จังหวัดชัยภูมิ
  4. จังหวัดนครราชสีมา
  5. จังหวัดนครพนม
  6. จังหวัดบุรีรัมย์
  7. จังหวัดบึงกาฬ
  8. จังหวัดมหาสารคาม
  9. จังหวัดมุกดาหาร
  10. จังหวัดยโสธร
  11. จังหวัดร้อยเอ็ด
  12. จังหวัดเลย
  13. จังหวัดสกลนคร
  14. จังหวัดสุรินทร์
  15. จังหวัดศรีสะเกษ
  16. จังหวัดหนองคาย
  17. จังหวัดหนองบัวลำภู
  18. จังหวัดอุดรธานี
  19. จังหวัดอุบลราชธานี
  20. จังหวัดอำนาจเจริญ

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

รายชื่อเพลง หยาด นภาลัย


รายชื่อ 110 เพลง หยาด นภาลัย
1.กลิ่นดอกโศก
2.กากีเหมือนดอกไม้
3.การะเกด
4.กำแพงประเพณี
5.ไกลบ้าน
6.ขวัญใจคนจน
7.ขอใจให้พี่
8.ขอให้เหมือนเดิม
9.คนจนคนจร
10.ครวญ
11.ค่อนคืน
12.คอย
13.คำคน
14.คิดถึงพี่บ้างไหม
15.คีรีบูนบิน
16.คืนสุดท้าย
17.คู่มาร
18.โคมทองแห่งชีวิต
19.เงินไม่ใช่กำแพงขวางกั้น
20.จำใจช้ำ
21.ชายคาหัวใจ
22.ชีวิตมืด
23.ดวงชีวัน
24.ดอกฟ้าในมือโจร
25.ดอกฟ้าเวียงจันทน์
26.ดอกเอื้องดอย
27.ดาวลอย
28.เดียวดาย
29.เดือนต่ำดาวตก
30.ทาสใจ
31.ทาสทรมาน
32.ทาสเทวี
33.ทาสรัก
34.ทำบุญด้วยอะไร
35.ที่รัก
36.นกเอี้ยงจ๋า
37.นวลแข
38.นางไกลใจร้าง
39.นานเท่าไรฉันก็จะรอ
40.น้ำใจน้องนาง
41.นึกแล้วเชียว
42.ในอ้อมกอดพี่
43.บัวน้อยคอยรัก
44.บางปะกง
45.บ้านเรา
46.บุพเพสันนิวาส
47.เบื่อกรุง
48.โปรดเถิดดวงใจ
49.ผมเอง
50.ฝันหวานอยู่ได้
51.พนาสวรรค์
52.พรหมลิขิต
53.พี่รักเจ้า
54.เพียงคำเดียว
55.เพื่อน้อง
56.ฟลอร์เฟื่องฟ้า
57.มนต์รักดอกคำใต้
58.มนต์รักบ้านนา
59.มนต์รักเรียกหา
60.แม่กลอง
61.แม่ยอดรัก
62.ไม่ให้ช้ำจะทำอย่างไร
63.ยอมเปิดไฟเขียว
64.ยามจน
65.ร่มฟ้าป่าซาง
66.รอยแผลเก่า
67.รักคุณไม่เห็นเป็นไร
68.รักนี้จากดวงใจ
69.รักพี่นะ
70.รักอย่ารู้คลาย
71.รำเต้ย
72.เรือนแพ
73.ลมจ๋า
74.ล่องโขงคืนเพ็ญ
75.ล่องแพแม่ปิง
76.ลาก่อนความรัก
77.ลาทีความรัก
78.ลาภูพิงค์
79.ลาแล้วป่าซาง
80.ลำน้ำพอง 
81.ลืมรัก
82.ลุ่มเจ้าพระยา
83.แล้งในอก
84.โลกทำถูก
85.วิถีคนจน
86.เว้าสาวอีสาน
87.สไบแพร
88.สมน้ำหน้า 
89.สวรรค์มืด
90.สาวตางาม
91.สาวน้ำพอง
92.สาวฝั่งโขง
93.สาวอยู่บ้านใด๋
94.เสียงกระซิบสั่ง
95.เสียแรงรักใคร่
96.หนี้มาร
97.หย่าสวาท
98.หรีดรัก
99.หวงรัก
100.หักใจไม่คิด
101.เหมันต์ที่ฉันเศร้า
102.เหมันต์พิศวาส
103.เหมือนไม่เคย
104.อกพี่ยังคอย
105.อโศกรักสลักใจ
106.ออกพรรษาที่เชียงคาน
107.อิเหนารำพึง
108.อุทยานรักไทรโยค
109.เอื้องโรย
110.ฮักเจ้าบ่คลาย

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

หนุ่มสุพรรณฝันเฟื่อง - ชรัมภ์ เทพชัย

หนุ่มสุพรรณฝันเฟื่อง - ชรัมภ์ เทพชัย

ผมก่อนนี้คนศรีประจันต์
ผมเบื่อสุพรรณมาเที่ยวทำงานละแวกนี้
ผู้หญิงผู้หยังผมยังไม่มี
หน้าหนาวมาทีกลัดกลุ้มอุรา

อยากได้แฟนก็แสนลำเค็ญ
ผมเกี้ยวไม่เป็นมันยากมันเย็นเป็นหนักหนา
จะพูดกับเธอก็เหน่อออกมา
กลัวต้องขายหน้าต้องเก็บไปละเมอ

ผิวสาว ขาวจังยังติดตา
ผมอยากไปขายนาขนเงินมาหมั้นเธอ
กลางคืนก็ฝันฝันฝันเสมอ
แถมเพ้อ กับราตรี

โอ้คนงามอย่าหยามเหยียดกัน
สุ้มเสียงจำนรรก็เหน่อสุพรรณกันแบบนี้
แต่หัวใจรักผมหนักแน่นดีแม่น้องนวลศรีปราณีกันบ้างหนา

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569

พระยาสรรค์เป็นกบฏ

พระยาสรรค์เป็นกบฏ

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ พระวิชิตณรงค์ (หรือพระพิชิตณรงค์) ที่รับผูกขาดภาษี ขึ้นไปเร่งรัดเรียกเก็บภาษีราษฎรที่กรุงเก่า ราษฎรถูกเร่งรัดเรียกเก็บภาษีโดยไม่เป็นธรรม ความร้อนรนหนักเข้า จึง นายบุนนาก ผู้เป็นหัวหน้าอยู่บ้านแม่ลา (ซึ่งในปัจจุบันเป็นท้องที่อำเภอนครหลวง แขวงกรุงเก่า ) เป็นหัวหน้า หลวงสุระ (หรือขุนสุระ ) และ หลวงชะนะ (หรือขุนชะนะ) ชักชวนชาวบ้านเข้าเป็นพรรคพวก ยกลงมาจับพระวิชิตณรงค์ และกรมการฆ่าเสียหลายนาย อีกทั้งเผาบ้านผู้รักษากรุง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้ พระยาสรรค์ ไปจับกุมพวกบ้านแม่ลา แต่ในกลุ่มจราจลในครั้งนั้นมีขุนแก้ว (น้องพระยาสรรค์ ) รวมอยู่ด้วย พระยาสรรค์ถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นพวกนายบุนนาก จากนั้นได้ก่อการโดยให้พระยาสรรค์เป็นแม่ทัพ ยกไพร่พลลงมาโดยทางเรือหมายจะยึดกรุงธนบุรี โดยอ้างเหตุผลว่าบ้านเมืองเป็นกลียุค 

พระยาสรรค์พร้อมด้วยพวกกบฏยกทัพลงมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2324  ลอบเข้ามาในเวลาค่ำ

พอถึงก็ยกเข้าปล้นพระราชวัง ระดมยิงปืน ลูกปืนตกในกำแพงพระราชวัง (เวลานั้นตั้งอยู่ในแนวคลองนครบาล คือคลองเหนือวัดอรุณราชวราราม) เสียงสนั่นหวั่นไหว ผู้คนภายในกำแพงตื่นตระหนกตกใจ ร้องกันอื้ออึงไม่เป็นศัพท์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังบรรทมหลับสนิท ตกพระทัยตื่นคว้าได้พระแสง เสด็จขึ้นบนพระที่นั่งเย็น ตรัสตะโกนเรียกฝรั่งที่ป้อมวิชัยประสิทธิ รับสั่งให้ยิงปืนใหญ่ต่อสู้พวกกบฏ ทางฝ่ายพวกกบฏทำการต่อสู้กับพวกทหารที่รักษาป้อมล้อมวังอยู่จนรุ่งเช้า ก็ยังหักเอาพระราชวังมิได้ และพวกรักษาหน้าที่ก็ไม่เต็มใจจะต่อสู้กับพวกกบฏ มิฉะนั้นจะทำการขับไล่หรือจับกุมได้แล้วแต่ก่อนสว่างนั้นแล้ว และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธยิ่งนัก เมื่อได้ทราบว่าพระยาสรรค์ซึ่งใช้ให้ไปสืบสาวเรื่องราวเอาตัวพวกกบฏ กลับมาเป็นหัวกบฏเสียเอง รับสั่งให้ไปจับกุมบุตร ภรรยา มาขังไว้ แล้วเสด็จเข้าไปฟันประตูที่คุมขังผู้ต้องโทษหญิงปล่อยตัวให้เป็นอิสระหมด ส่วนที่ป้อมวิชัยประสิทธิปากคลองบางหลวงนั้น พระยาธิเบศร์ฯ พระยารามัญ (มะซอน บรรพบุรุษสกุลศรีเพ็ญ) และพระยาอำมาตย์ให้ลากปืนจ่ารงค์ขึ้นป้อม ต่อสู้ป้องกันพวกกบฏมิให้ลุกล้ำเข้าในพระนครทางด้านนั้นได้

พอสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จออกจากข้างใน กลับออกไปมีรับสั่งว่า “ สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย ” ข้าราชการที่จงรักภักดีต่อพระองค์อยู่อย่างแท้จริง เมื่อได้ฟังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสออกมาเช่นนั้น ต่างก็พากันเศร้าใจไปตามๆ กัน พระยาทั้งสามคือพระยาธิเบศร์บริรักษ์ พระยารามัญ และพระยาอำมาตย์ ถึงกับกราบบังคมทูลด้วยน้ำตาว่า “ ถ้าเสด็จพ่อมิให้ลูกต่อสู้ด้วยพวกกบฏแล้ว ลูกก็จะขอตายด้วยเจ้าข้าวแดง ขอตายกับเสด็จพ่อด้วย ” เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสห้ามมิให้ต่อสู้ด้วยพวกกบฏนั้น ก็เพราะพระองค์เห็นว่าสู้ไม่ไหวแน่แล้ว จึงให้ไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ กับพระพิมลธรรม พระรัตนมณี (หรือพระรัตนมุนี) ให้ออกไปเจรจายอมแพ้แก่พวกกบฏ พระยาสรรค์จึงให้พระสมณะทูตกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า “ถ้าเสด็จพ่อยอมอ่อนน้อมเช่นนั้นก็ชอบแล้ว พระคุณเจ้าทั้งสามจงถวายพระพรให้ทรงผนวชเสียสักสามเดือน เพื่อชำระพระเคราะห์เมือง ” สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยอมรับที่จะปฏิบัติตาม ในการรบพุ่งกันครั้งนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องเสียข้าราชการที่จงรักภักดีมั่นคงในพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ถึงสี่สิบนาย และเมื่อรับพระโอษฐ์ว่าจะผนวชแล้วก็ทรงพระสรวลตบพระเพลาแล้วตรัสว่า “เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว” (การที่พระองค์ทรงพระสรวล ตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “สมสำนวนเจ้ากรุงธนมาก”)

ครั้นแล้วสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จออกผนวช ณ พัทธสีมาวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2324 เพลาสามทุ่ม (แต่ภารดี มหาขันธ์ , 2526 : 34 กล่าวว่าเป็นเวลา 3 โมงเช้า) ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2325 พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี 4 เดือน ( จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ฯ , หน้า 17 ทรงบันทึกไว้ว่า “ พระยาสรรค์ให้นิมนต์พระราชาคณะให้ถวายพระพร ให้ทรงบรรพชาชำระพระเคราะห์เมือง 3 เดือน ทรงพระสรวลตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว ให้เชิญพระกรรบิด (หรือพระแสงกรรบิด หมายถึง มีดโกน, สุทธิ ภิบาลแทน, ม.ป.ป. : 56) ออกไป เพลา 3 โมง เข้าทรงบรรพชา ณ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี กับ 4 เดือน ทรงผนวช ”) การทรงผนวชของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้งนี้ เป็นการทรงผนวชตามคำขอของพระยาสรรค์ เพื่อเสดาะพระเคราะห์เสียสักสามเดือน การทรงผนวชของพระองค์ที่วัดอรุณราชวราราม นี้ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องคุมตัวพร้อมทั้งพระราชโอรส ที่ยังทรงพระเยาว์ (พระพงษ์นรินทร์ หรือเจ้าฟ้าทัศน์พงศ์) ส่วนพระญาติพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น พระยาสรรค์ให้จำเอาไว้ทั้งหมด แล้วพระยาสรรค์ให้ประกาศแก่บรรดาข้าราชการ ทั้งปวงว่า จะรักษาราชการไว้รอท่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ข้าราชการทั้งหลายก็สงบอยู่ไม่มีปฏิกิริยาอันใด ยอมให้พระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการในระหว่างนั้น

เมื่อพระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้นได้ออกว่าราชการแผ่นดิน ณ ท้องพระโรงในพระราชวัง ได้สั่งให้ปล่อยข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และราษฎรที่ถูกเวรจำขังโดยพระราชอาญาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกเสียทั้งสิ้น เหตุการณ์ในตอนนี้เป็นการเปิดโอกาสให้กรุงธนบุรีเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เสมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป พวกราษฎรที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์โดยไม่มีความผิด ครั้นถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว คุมแค้นพวกที่เป็นโจทก์ฟ้องร้องทำให้ตนต้องได้รับโทษเป็นกำลัง และเมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกทรงผนวชไม่มีพระราชอำนาจแล้ว ต่างก็พากันชวนเที่ยวจับกุม พวกโจทก์ มีพันสี พัน ล า เป็นตัวการสำคัญ ฆ่าฟันเสียให้สาสมกับความแค้นเป็นอันมาก พวกโจทก์หนีไปซุ่มซ่อนอยู่ตามวัดบ้าง ตามหมู่บ้านทุกหนทุกแห่งที่หนีรอดเหลืออยู่มีน้อย ที่ล้มตายนั้นมาก ในกรุงธนบุรีเกิดมีการฆ่าฟันกันตายทุกวันมิได้ขาด ใครจะฆ่าใครตามชอบใจก็ได้ ไม่มีเจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำผิดไปลงโทษ

ส่วนพระยาสรรค์ผู้สำเร็จราชการนั้น ครั้นเป็นผู้คุมอำนาจไว้ได้เต็มที่แล้ว ก็ให้กระหยิ่มใจกำเริบเห็นทีจะนึกครึ้มใจ อยากจะฟังละครร้องของหลวงขึ้นมาบ้าง คือเพียงอยากฟังเท่านั้นไม่ใช่ต้องการเห็นตัวละครผู้ร้องรำทำเพลงด้วย จึงสั่งให้พวกละครเล่นให้ฟังข้างใน แล้วออกมานอนเล่นฟังเสียงร้องอยู่ข้างนอก และการรักษาราชการแผ่นดินอยู่ก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป ก็ยิ่งทำให้พระยาสรรค์มีใจกำเริบยิ่งขึ้น แต่ยังเกรงกลัวสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอยู่

พระยาสรรค์จึงคิดหาลู่ทางที่จะกำจัดสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสีย ก็เห็นแต่กรมขุนอนุรักษ์สงคราม หรือเจ้ารามลักษณ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้านายผู้ใหญ่ซึ่งตนได้สั่งให้เอาไปจำไว้เมื่อยึดอำนาจได้ ถ้าได้ตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามเป็นหัวหน้าไว้ คอยจัดการต่อสู้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับเข้ามา ก็จะเป็นกำลังสำคัญทำการกำจัดได้ พระยาสรรค์จึงลอบไปคิดอ่านกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามให้รับทำการในครั้งนี้ ส่วนเงินทองที่จะใช้ในการหากำลังปราบปรามจะเอาพระราชทรัพย์ในพระคลังหลวงออกจ่ายให้จนพอเพียง กรมขุนอนุรักษ์สงครามก็รับเป็นหัวหน้าจัดทำตามความประสงค์ของพระยาสรรค์

แล้วพระยาสรรค์ก็ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามพร้อมด้วยมอบทรัพย์ของหลวงออกไปเที่ยวหาสมัครพรรคพวก เกลี้ยกล่อมได้พระยามหาเสนา พระยารามัญวงศ์ หรือจักรีมอญ (เดิมชื่อหลวงบำเรอภักดิ์ เป็นพี่ชายท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ ) และ พระยากลางเมือง นายกองมอญ เป็นต้น ส่วนพระยาสรรค์ทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นในเหตุการณ์นี้เลย พวกที่อยากได้เงินครั้นถูกเกลี้ยกล่อม ก็พากันมาเข้าเป็นสมัครพรรคพวกเป็นอันมาก แต่การตั้งตัวเป็นหัวหน้าของ กรมขุนอนุรักษ์สงครามนั้นเห็นจะไม่ซื่อตรงต่อพระยาสรรค์นัก เพราะเมื่อได้สมัครพรรคพวกเป็นของตัวมากเข้า ก็คิดจะชิงเอากรุงธนบุรีเป็นที่มั่นเสียก่อน และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกกองทัพกลับเข้ามา ก็จะได้ทำการต่อสู้ได้ดีกว่าไม่มีที่มั่นแข็งแรงไว้ทำการ

ในขณะที่ในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลพระยาสรรค์เข้ายึดอำนาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยังทำการปราบกบฏเขมรอยู่ ฟ้าทะละหะ (มู) หนีไปเมืองญวน ขอให้ญวนช่วย และเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพติดตามฟ้าทะละหะ เจ้าพระยาสุรสีห์ทราบว่ามีกองทัพญวนขึ้นมาตั้งอยู่ ที่เมืองพนมเปญ จึงตั้งทัพรอฟังคำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ว่าจะให้รบกับญวนหรือไม่

พระยาสรรค์คุมอำนาจในกรุงธนบุรี ได้ 2 สัปดาห์ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ผู้ครองเมืองนครราชสีมา (เป็นหลานของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ต่อมาได้เป็นกรมพระราชวังหลังในสมัยรัชกาลที่ 1) ได้ทราบข่าวว่าในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลขึ้น จึงออกไปเมืองเสียมราฐ แจ้งข่าวราชการแผ่นดินให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ทราบ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ จึงให้พระยาสุริยอภัยยกกองทัพลงไปกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกกองทัพใหญ่ตามลงไปทีหลัง พระยาสุริยอภัยก็กลับมายังเมืองนครราชสีมา ให้พระยาอภัยสุริยาปลัดผู้น้อง อยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดกองทัพได้พล 3,000 เศษ เร่งรีบยกลงมายังกรุงธนบุรี

กองทัพเมืองนครราชสีมามาถึงกรุงธนบุรี วันศุกร์ เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ เป็นเวลาที่พระยาสรรค์ได้เข้ายึดอำนาจไว้ได้แล้ว และได้นั่งเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว มาทันเหตุการณ์ที่กรมขุนอนุรักษ์สงครามยังไม่ทันเข้ายึดเอาราชธานีเป็นที่มั่น ครั้นพระยาสุริยอภัยนำทัพเข้ามาถึงเขตกรุงธนบุรีแล้ว จึงเข้าหยุดชุมนุมทัพอยู่ที่บ้านเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่

ในขณะนั้นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง แตกออกเป็นสองพวก ที่ได้บำเหน็จรางวัลก็เข้าเป็นพวกพระยาสรรค์ ที่ยังถือบุญญาบารมีของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ก็มิได้รับรางวัลของพระยาสรรค์ โอนมาเข้าเป็นพวกข้างพระยาสุริยอภัย ฝ่ายพระยาสรรค์ เมื่อเห็นว่าพระยาสุริยอภัยยกกองทัพเข้ามาถึงก็มีความตกใจ เกรงความที่คิดไว้จะแพร่งพราย จึงนัดหมายกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามและพรรคพวกเมื่อวันอังคาร เดือน 5 แรม 5 ค่ำ (วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2325 , จรรยา ประชิตโรมรัน, 2543 : 239) ให้ยกพลขึ้นไปปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่ ในค่ำวันนั้นเวลาเที่ยงคืน แต่กรมขุนอนุรักษ์สงครามมีรี้พลน้อย เพราะชาวพระนครไม่เข้าด้วย ได้แต่พวกมอญในกองพระยารามัญและพระยากลางเมืองเป็นพื้น ยกขึ้นไปถึงบ้านปูนข้างใต้สวนมังคุด เห็นเป็นเวลาลมสำเภาพัดกล้า ได้ทีก็ให้เอาไฟจุดเผาบ้านเรือนราษฎรที่บ้านปูน ให้ไฟไหม้ลุกลามขึ้นไปยังคฤหาส ถ์นิวาศน์ สถานของพระยาสุริยอภัย แล้วให้ทหารโอบขึ้นไปทางด้านตะวันตกจนถึงวัดบางหว้าน้อย ให้ยิงปืนเข้าไปในบ้านพระยาสุริย อภัย ฝ่ายพระยาสุริยอภัยไม่ทันรู้ตัว จึงสั่งให้ไพร่พลออกต่อสู้ให้วางปืนตับ ทั้งสองฝ่ายยิงปืนโต้ตอบกันอยู่ ครั้นเห็นไฟไหม้ขึ้นมาทางด้านใต้จวนจะถึงบ้านที่อยู่ก็ตกใจ พระยาสุริยอภัยจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญศีลทานการกุศลใดๆ ก็ตั้งใจปรารถนาพระโพธิญาณอย่างเดียว เดชะอำนาจความสัตย์นี้ขอจงยังพระพายให้พัดกลับไป อย่าให้เพลิงไหม้มาถึงบ้านเรือนของข้าพเจ้าเลย ” พอขาดคำอธิษฐานก็พลันบันดาลให้ลมพัดกลับไปทางทิศอื่นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง หาได้ไหม้ไปถึงสวนมังคุดไม่ พวกไพร่พลของพระยาสุริยอภัยก็พากันมีใจต่อสู้ข้าศึก และเมื่อเกิดรบกันขึ้นนั้น

เจ้าศิริรจนา หรือ เจ้าศรีอโนชา ท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาสุรสีห์ (ท่านเป็นธิดาในเจ้าฟ้าแก้ว และเป็นน้องสาวของพระยากาวิละ หรือเจ้ากาวิละ แห่งเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปางในขณะนั้น) ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือกำแพงพระนครฝั่งตะวันออก ปากคลองบางลำภู มีความกล้าหาญเป็นวีรสตรีและความเป็นศรีภริยาของเจ้าพระยาเสือยิ่งนัก ทราบว่ามีโจรมาปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย จึงเรียกพระยาเจ่ง พระยาราม นายกองมอญอีกพวกหนึ่งเข้ามาปรึกษาหาทางช่วยเหลือ

ฝ่ายพระยาสรรค์ครั้นทราบว่าพระยาสุริยอภัยจับตัวกรมขุนอนุรักษ์ได้แล้ว ก็ให้วิตกเกรงว่าจะโดนเข้าซัดทอดด้วย แต่มิรู้ที่จะทำประการใด เมื่อความคิดที่คิดไว้ไม่สมหวังก็ได้แต่นิ่งสงบอยู่ภายในพระราชวัง เกรงภัยจะบังเกิดขึ้น แต่ตัวเอง คิดปลอบตัวเองอยู่ว่าการทำการอุดหนุนกรมขุนอนุรักษ์สงครามครั้งนี้เป็นความลับอยู่ ถึงจะมีผู้สงสัย และรู้เห็นในการที่ตัวนำทัพออกช่วยเหลือ ก็เห็นจะพอแก้ตัวได้

ส่วนขุนแก้วตอนนี้เห็นทีจะผิดใจกับพี่ชาย (พระยาสรรค์) รวมทั้งขุนสุระและนายบุนนากคู่คิดเดิมด้วย ไม่ปรากฏว่าได้สมรู้ร่วมคิดด้วยในความคิดมักใหญ่ ใฝ่สูงของพระยาสรรค์ด้วย ปรากฎแต่ว่าตัวขุนแก้วเองได้คุมสมัครพรรคพวกลากปืนใหญ่ออกมาช่วย พระยาสุริยอภัยทำการต่อสู้กับทัพของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม

ฝ่ายพระยาสุริยอภัย ครั้นจับตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามคุมขังไว้แล้ว ก็สั่งให้ตั้งค่ายที่สวนมังคุดรายไปจนถึงคลองนครบาลอันเป็นเขตพระราชวัง แล้วให้สึกสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่กักขังไว้ใกล้พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม นำมากักขังไว้ที่ค่าย โดยมีความประสงค์ที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุขึ้นได้อีก

พระยาสรรค์ก็ไม่กล้าจัดการประการใด พระยาสุริยอภัยมีไพร่พลมาจากเมืองนครราชสีมาเพียง 3,000 คน มีคนของกองพระยามอญทั้งสองอีกเพียงเล็กน้อย การที่จะหักเอาพระนคร เห็นยากนักก็ตั้งคุมเชิงรอสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อยู่

ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตั้งแต่ให้พระยาสุริยอภัยกลับเข้ามายังกรุงธนบุรี แล้วก็คอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองเสียมราฐ พอได้ข่าวว่าเกิดกบฏขึ้นในกรุงธนบุรี ก็มีความห่วงใยถึงบ้านเมืองและประชาราษฎรยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายการศึกให้เจ้าพระยาสุรสีห์บังคับบัญชา พร้อมกันนั้นก็มีคำสั่งให้กองทัพเขมรล้อม กองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ ไว้ก่อน (พงศาวดารญวน ฉบับนาย หยง แปล เล่ม 2 หน้า 382 และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 65 หน้า 95) แล้วบอกไปถึงพระยาธรรมา ซึ่งตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำแพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศร์จำไว้ครบ แล้วให้เลิกทัพตามเข้ามายังพระนคร

พระยาสุริยอภัยครั้นทราบว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จมาถึงแล้วก็ดีใจ ทั้งได้ปลูกพลับพลาไว้ต้อนรับที่ริมสะพานท่าน้ำวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) คือสร้างพลับพลาเป็นที่ประทับที่ตรงพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย และบริเวณระหว่างท่าช้างวังหลวงกับท่าเตียน แต่งเรือพระที่นั่งกราบไว้คอยรับเสด็จ และท้าวทรงกันดารทองมอญซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในพระราชวัง ก็ลงเรือมาคอยรับเสด็จด้วย

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ครั้นมาถึงพลับพลาแล้ว ก็คงพักแรมอยู่ที่พลับพลาที่พระยาสุริยอภัยสร้างเตรียมไว้ให้ และใช้พลับพลานี้เป็นที่ประชุมขุนนางข้าราชการ และวินิจฉัยกรณีจลาจลและกบฏในพระนคร พลับพลาที่ใช้ในราชการครั้งนี้ยังคงมีชื่อว่าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย

ขณะนั้นพระยาสรรค์ก็ยังอยู่ในพระราชวัง มิได้ทำการขัดขวางแต่ประการใด มีข้าราชการมาคอยต้อนรับแสดงความอ่อนน้อมยินดีโดยพร้อมเพรียงกันเป็นจำนวนมาก ที่จริงเพราะข้าราชการเหล่านี้ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า พระยาสรรค์ประกาศตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินชั่วคราว เพื่อรักษาบ้านเมืองไว้ถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ อยู่แล้ว ข้าราชการทั้งหลายจึงไม่มีกิริยา กระด้างกระเดื่องแต่อย่างใด ฝ่ายพระยาสรรค์และพรรคพวกก็ให้รู้สึกเกรงกลัวพระเดชานุภาพ ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นกำลัง มิรู้ที่จะหนีหรือต่อสู้ประการใด เมื่อจนตรอกเข้าแล้วก็มาเฝ้ากราบถวายบังคม พร้อมด้วยขุนนางข้าราชการทั้งปวง ปลอบใจตนเองยอมสู้หน้าไม่คิดหนี ทั้งๆ ที่ตนเองรู้ตัวว่าเป็นผู้มีความคิด อย่างใหญ่หลวงอยู่ อย่างไรเสียกรมขุนอนุรักษ์สงคราม เมื่อถูกนำตัวมาปรึกษาโทษจะต้องให้การซัดทอดถึงตน

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงทรงปราศัยไต่ถาม จนได้มูลเหตุแต่เดิมมาจนถึงการก่อการจลาจล โดยละเอียดตั้งแต่ต้น แล้วตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลายว่า “ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นอาสัตย์อาธรรม ดังนั้นแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด ” มุขมนตรีทั้งหลายจึงปรึกษากันและกราบทูลว่า “ พระเจ้าแผ่นดินลุสุจริตธรรมเสีย แล้วประพฤติทุจริตฉะนี้ เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ควรให้สำเร็จโทษเสีย ” แล้วพิจารณาโทษของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ให้การซัดทอดถึงพระยาสรรค์และผู้ร่วมคิด เมื่อได้ความเป็นสัตย์ทั้งมหาอุปราชแผ่นดินกรุงธนบุรี ผู้สำเร็จราชการและพรรคพวกที่ก่อให้เกิดการสู้รบกันขึ้น ก็ได้รับการพิจารณาโทษตามความผิดหมดทุกคน

ส่วนองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คงจะเสียพระทัยมิใช่น้อย คงจะรำลึกถึงเรื่องส่วนพระองค์ที่มิใช่เป็นราชการ ก็มีความสัมพันธ์กันมิใช่น้อย โดยได้ถวายธิดาคนหนึ่งได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามในพระองค์ท่าน อีกทั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระคุณความดีต่อชาติบ้านเมืองเป็นอเนกอนันต์ แต่หากในขณะนั้นบ้านเมืองไม่ปกติ มีปัญหามากมายทั้งด้านการศึกสงคราม การเศรษฐกิจ การศาสนา การปกครอง ฯลฯ เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ พร้อมทั้งสิ่งแวดล้อมกดดัน และตามราชประเพณีที่ได้เคยปฏิบัติกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา 

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324

 เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324

ตั้งแต่สงครามอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือแล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีมักเสด็จไปนั่งกรรมฐาน ที่วัดบางยี่เรือ (วัดอินทราราม) ซึ่งได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เนืองๆ แล้วติดพระทัยในการนั่งกรรมฐานยิ่งขึ้น พระอารมณ์ก็ฟั่นเฟือน เกิดมีอาการดุร้ายยิ่งกว่าแต่ก่อนโดยลำดับมา ครั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกทัพไปเมืองเขมรแล้วไม่ช้า ทางนี้พระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีสัญญาวิปลาส เกิดสำคัญพระองค์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีรับสั่งให้พระราชาคณะทั้งปวงมาประชุมกันในโรงพระแก้ว (ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตครั้งกรุงธนบุรี คือวิหารหลังเล็กข้างใต้ คู่กับพระอุโบสถเก่า อยู่ริมแม่น้ำแขวงพระปรางค์วัดอรุณฯ) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2324 แล้วเสด็จออก มีรับสั่งถามพระราชาคณะว่า พระภิกษุอันเป็นปุถุชนจะกราบไหว้คฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้นจะได้หรือไม่ประการใด พระราชาคณะโดยมากพากันกลัวพระราชอาญาถวายพระพรว่าไหว้ได้ แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่กับพระพิมลธรรมวัดโพธาราม และพระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (สามวัดที่กล่าวมานี้คือ วัดระฆัง วัดพระเชตุพน และวัดอมรินทร์ตามลำดับ) 3 องค์นี้ถือวินัยมั่นคงไม่ครั่นคร้ามต่อพระราชอาญา ถวายพระพรว่าถึงคฤหัสถ์จะเป็นพระโสดาบัน เพศก็ยังต่ำกว่าพระภิกษุปุถุชนอันทรงผ้ากาสาวพัสตร์และจตุปาริสุทธศีล เพราะฉะนั้นที่พระภิกษุจะกราบไหว้คฤหัสถ์หาควรไม่

พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสว่าพระราชคณะทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไหว้ได้โดยมาก แต่สามองค์ยังบังอาจโต้แย้งฝ่าฝืนถวายพระพรให้ผิดพระบาลี จึงมีรับสั่งให้ถอดเสียจากสมณศักดิ์ แล้วให้เอาตัวสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะ 2 องค์ที่ถูกถอดนั้น กับพระภิกษุซึ่งเป็นฐานนานุกรมและอันเตวาสิกลัทธิวิหาริกรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 รูปไปลงพระอาญาที่วัดหงส์ ให้ตีหลังสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะองค์ละ 100 ที ฐานะเปรียญองค์ละ 50 ที พระอันดับองค์ละ 30 ที แล้วให้เอาตัวขังไว้ ขนอาจม ของโสโครกที่วัดหงส์ทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์เข้าเฝ้าหมอบกราบถวายบังคมเหมือนข้าราชการฝ่ายฆาราวาสทั้งปวง

ความวิปริตเกิดขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อทราบไปถึงไหนคนทั้งหลายก็พากันตกใจ เห็นว่าเกิดวิปริตขึ้นในบ้านเมือง บางพวกก็โกรธแค้น บางพวกก็พากันสงสารพระสงฆ์ซึ่งต้องรับพระราชอาญา ถึงเข้าขอให้ตีแทนตนก็มี เกิดโกลาหลสะดุ้งสะเทือนทั่วไปทั้งพระนคร ครั้นต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรีซ้ำมีอาการเกิดทรงระแวงว่าข้าราชการพากันลอบลักพระราชทรัพย์ ให้โบยตีจำจองและบางทีก็เอาตัวผู้ต้องหาขึ้นย่างไฟจะให้รับเป็นสัตย์ แล้วพระราชทานรางวัลผู้ที่โจทก์ฟ้องร้อง ยกเป็นบำเหน็จความชอบในราชการ ก็เลยเป็นเหตุให้พาลแกล้งใส่ความฟ้องผู้อื่นชุกชุมขึ้น มีคนต้องโทษกักขังเฆี่ยนตี และประหารชีวิตมากขึ้นทุกที (จรรยา ประชิตโรมรัน , 2543 : 234-236)