วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ หมายถึง สุภาษิตที่จำแนกเนื้อความเป็น ๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ข้อ รวมเป็น ๔๘ ข้อ   เดิมนั้นเป็นสุภาษิตภาษาอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร กวีในราชสำนักแปลและประพันธ์เป็นภาษาไทย

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ เป็นโคลงสี่สุภาพ ๑๘ บท ซึ่งมีบทนำ ๑ บท เนื้อเรื่อง ๑๖ บท และบทสรุป ๑ บท

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตรวจแก้และทรงพระราชนิพนธ์โคลงบทนำและโปรดให้ คุณหญิง เปลี่ยน ภาสกรวงศ์ นำโคลงไปปักเป็นตัวอักษรใส่กรอบกระจก ประดับบนพระที่นั่งทรงธรรมในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ จุลศักราช ๑๒๔๖

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ มีจุดประสงค์ในการแต่งเพื่อ ต้องการจะอธิบายสุภาษิตที่เกี่ยวกับนามธรรม ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่เกี่ยวข้องกับคนทุกคน ทุกฐานะ ทุกอาชีพ ได้นำไปเป็นเครื่องโน้มนำให้ประพฤติชอบอย่างผู้มีสติ และมีความปลอดโปร่งในชีวิต

คำว่า โสฬส แปลว่า ๑๖ และ ไตรยางค์ แปลว่า องค์ ๓ หรือหมวด ๓  โดยทั้ง ๑๖ หมวด ประกอบด้วยเรื่องต่างๆ ดังนี้

โคลงโสฬสไตรยางค์
 ปราชญ์แสดงดำริห์ด้วย        ไตรยางค์
 โสฬสหมดหมวดป                ก่อนอ้าง
 เปนมาติกาทาง บัณฑิตย์      แสวงเฮย
หลังสวัสดิ์ขจัดทุกข์สร้าง       สืบสร้องศุภผล ฯ

สามสิ่งควรรัก
ความกล้า ความสุภาพ ความรักใคร่
ควรกล้ากล้ากล่าวถ้อย         ทั้งหทัย แท้แฮ
สุวภาพพจนกายใน                จิตรพร้อม
ความรักประจักษ์ใจ                จริงแน่ นอนฤา
สามสิ่งควรรักน้อม                  จิตรให้สนิทจริง ฯ

สามสิ่งควรชม
อำนาจปัญญา เกียรติยศ มีมารยาตรดี
ปัญญาสติล้ำ                     เลิศญาณ
อำนาจศักดิ์ศฤงฆา           มั่งขั้ง
มารยาตรเรียบเสี่ยมสาร    เสงี่ยมเงื่อน งามนอ
สามสิ่งควรจักตั้ง               แต่ซ้องสรเสริญ ฯ

สามสิ่งควรเกลียด
ความดุร้าย ความหยิ่งกำเริบ อักตัญญู
ใจบาปจิตรหยาบร้าย      ทารุณ
กำเริบเอิบเกินสกุล         หยิ่งก้อ
อิกหนึ่งห่อนรู้คุณ            ใครปลูก ฝังแฮ
สามสิ่งควรเกลียดท้อ      จิตรแท้อย่าสมาน ฯ

สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน
ชั่วเลวซาม มารยา ฤษยา
ใช่ชั่วชาติต่ำช้า                  ทรชน
ทุจริตมารยาปน                  ปกไว้
หึงจิตiคิดเกลียดคน           ดีกว่า ตัวแฮ
สามส่วนควรเกลียดใกล้     เกลียดซ้องสมาคม ฯ

สามสิ่งควรเคารพ
สาสนา ยุติธรรม ความประพฤติเปนประโยชน์ทั่วไปไม่เฉภาะตัวเอง
สาสนาสอนสั่งให้                 ประพฤติดี
หนึ่งยุติธรรมไป่มี                  เลือกผู้
ประพฤติเพื่อประโยชน์ศรี     สวัสดิ์ทั่ว กันแฮ
สามสิ่งควรรอบรู้                    เคารพเรื้องเจริญคุณ ฯ

สามสิ่งควรยินดี
งาม ตรงตรง ไทยแก่ตน
สรรพางค์โสภาคย์พร้อม      ธัญลักษณ์
ภาสิตจิตรประจักษ์               ซื่อพร้อม
เปนศุขโสตตนรัก                 การชอบ ธรรมนา
สามสิ่งควรชักน้อม              จิตรให้ยินดี ฯ

สามสิ่งควรปราถนา
ความศุขสบาย มิตรสหายที่ดีดี ใจสบายปรุโปร่ง
ศุขกายวายโรคร้อน           รำคาญ
มากเพื่อนผู้วานการ           ชีพได้
จิตรแผ้วผ่องสำราญ           รมย์ศุข เกษมแฮ
สามสิ่งควรจักให้                รีบร้อนปราถนา ฯ

สามสิ่งควรอ้อนวอนขอ
ความเชื่อถือ ความสงบ ใจบริสุทธิ
ศรัทธาทำจิตรหมั้น                คงตรง
สงบรงับดับประสงค์               สิ่งเศร้า
จิตรสะอาดปราศสิ่งพวง         วุ่นขุ่น หมองแฮ
สามส่วนควรใฝ่เฝ้า                 แต่ตั้งอธิฐาน ฯ

สามสิ่งควรนับถือ
ปัญญา ฉลาด มั่นคง
ปัญญาตรองตริล้ำ        ฦกหลาย
ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย     คาดรู้
มั่นคงไม่คืนคลาย         คลอนกลับ กลายแฮ
สามสิ่งควรกอบกู้          กับผู้นับถือ ฯ

สามสิ่งควรจะชอบ
ใจอารีสุจริต ใจดี ความสนุกนิ์เบิกบานพร้อมเพรียง
สุจริตจิตโอบอ้อม             อารี
ใจโปร่งปราศราคี              ขุ่นข้อง
สิ่งเกษมศุขเปรมปรี          ดาพรั่ง พร้อมแฮ
สามสิ่งสมควรต้อง            ชอบต้องยินดี ฯ

สามสิ่งควรสงสัย
ยอ หน้าเนื้อใจเสือ กลับกลอก
คำยอยกย่องเที้ยร               ทุกประการ
ภักตร์จิตรผิดกันประมาณ    ยากรู้
เร็วรักผลักพลันขาน            คำกลับ พลันฤๅ
สามส่วนควรแล้วผู้              พะพ้องพึงแคลง ฯ

สามสิ่งควรละ
เกียจคร้าน วาจาฟั่นเฝือ หยอกหยาบแลแสลงหรือขัดฅอ
เกียจคร้านการท่านทั้ง         การตน ก็ดี
พูดมากเปล่าเปลืองปน        ปดเหล้น
คำแสลงเสียดแทงระคน      คำหยาบ หยอกฤๅ
สามสิ่งควรทิ้งเว้น                ขาดสิ้นสันดาน ฯ

สามสิ่งควรจะกระทำให้มี
หนังสือดีดี เพื่อนดี ใจเย็นดี
หนังสือสอนสั่งข้อ        วิทยา
เว้นบาปเสาะกัลยาณ์    มิตรไว้
หนึ่งขาดปราศโทษา     คติห่อ ใจเฮย
สามสิ่งควรมีให้              มากยั้งยืนเจริญ ฯ

สามสิ่งควรจะหวงแหนหรือต่อสู้รักษาเพื่อ
ชื่อเสียงยศศักดิ์ บ้านเมืองของตน มิตรสหาย
ความดีมีชื่อทั้ง              ยศถา ศักดิ์เฮย
ประเทศเกิดกุลพงษา    อยู่ยั้ง
คนรักร่วมอัธยา             ไศรยศุข ทุกข์แฮ
สามสิ่งควรสงวนตั้ง       ต่อสู้ผู้เบียน ฯ

สามสิ่งควรครองไว้
กิริยาที่เปนในใจ มักง่าย วาจา
อาการอันเกิดด้วย     น้ำใจ แปรฤๅ
ใจซึ่งรีบเร็วไว           ก่อนรู้
วาจาจักพูดใน           กิจสบ สรรพแฮ
สามสิ่งจำทั่วผู้          พิทักษ์หมั้นครองรวัง ฯ

สามสิ่งควรจะเตรียมเพื่อ
อนิจัง ชรา มรณ
สิ่งใดในโลกย์ล้วน             เปลี่ยนแปลง
หนึ่งชราหย่อนแรง             เร่งร้น
ความตายติดตามแสวง      ทำชีพ ประไลยเฮย
สามส่วนควรคิดค้น             คติรู้เตรียมคอย ฯ

• • • • • • • • •
จบสารสิบหกเค้า           คแนนนับ หมวดแฮ
หมวดละสามคิดสรรพ   เสร็จสิ้น
เปนสี่สิบแปดฉบับ         บอกเยี่ยง อย่างแฮ
ตามแบบบขาดหวิ้น       เสร็จแล้วบริบูรณ์ ฯ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า




​(จากภาษาอังกฤษ ซึ่งท่านเสฐียรโกเศศแปลให้ ข้าพเจ้าได้แต่งดัดแปลงให้เข้าธรรมเนียมไทยบ้าง)

กถามุข

ดังได้ยินมา สมัยหนึ่ง ผู้มีชื่อต้องการความวิเวก, เข้าไปนั่งอยู่ณที่สงัดในวัดชนบท เวลาตะวันรอนๆ, จนเสียงระฆังย่ำบอกสิ้นเวลาวัน ฝูงโคกระบือ และพวกชาวนา พากันกลับที่อยู่เป็นหมู่ๆ. เมื่อสิ้นแสงตะวันแล้ว ได้ยินแต่เสียงจังหรีดเรไรกับเสียงเกราะในคอกสัตว์. นกแสกจับอยู่บนหอระฆังก็ร้องส่งสำเนียง. ณที่นั้นมีต้นไทรต้นโพธิ์สูงใหญ่ ใต้ต้นล้วนมีเนินหญ้ากล่าวคือที่ฝังศพต่างๆ อันแลเห็นได้ด้วยเดือนฉาย. ศพในที่เช่นนั้นก็เป็นศพพวกชาวไร่ชาวนานั่นเอง. ผู้นั้นมีความรู้สึกซึ่งเยือกเย็นใจอย่างไร แล้วรำพึงอย่างไรในหมู่ศพ, ได้เขียนความในใจนั้นออกมาสู่กันดังต่อไปนี้-

(กถามุขนี้นาคะปทีปเรียบเรียง)

​ดอกสร้อย

๑. วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย.

๒. ยามเอ๋ยยามนี้ ปฐพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่จังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง!ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ!เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย.

๓. นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลลิ์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันติ์ของมัน เอย.

๔. ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตต์ประเทศนี้ ดุษณีนอนรายณภายใต้ แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย.

​๕. หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุก เอย.

๖. ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาเข้าปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันตร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย.

๗. กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่ เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นพื้นแผ่นดิน เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตต์ประเทศถิ่น ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใคร เอย.

๘. ตัวเอ๋ยตัวทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน ดูถูกกิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกันอันชื่นบาน เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด มีปวัตติ์เป็นไปไม่วิตถาร ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตู เอย.

​๙. สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตต์ฟูชูศักดิ์ศรี อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำให้มีไมตรีกัน ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย.

๑๐. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี สร้างสถานการบุณย์หนุนพลี เป็นอนุสสาวรีย์สง่า เอย.

๑๑. ที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้น ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้า เอย.

๑๒. ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่ ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณสมัยก่อนกาลบุราณ เอย.

๑๓. ความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย.

​๑๔. ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุบผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมาย เอย.

๑๕. ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดิน เอย.

๑๖. คุณเอ๋ยคุณเหลือ ผู้เอื้อเฟื้อเกื้อชาติซึ่งอาจหาญ แน่วนับถือซื่อสัตย์ต่อรัฏฐบาล ไม่เห็นการส่วนตัวไม่กลัวตาย แสวงชอบกอบคุณอุดหนุนชาติ กษัตริย์ศาสน์แม้ชีวิตปลิดถวาย ไว้ปวัตติ์แก่ชาติญาตินิกาย ได้อ่านภายหลังลือระบือ เอย.

๑๗. ชาวเอ๋ยชาวนา วาสนากั้นไว้ไม่วิตถาร ไม่ชั่วล้นดีล้นพ้นประมาณ สองประการนี้แหละขวางทางคระไล คือไม่ลุยเลือดนั่งบัลลังก์ราช นำพินาศนรชนพ้นพิษัย แต่ปิดทางกรุณาอันพาไป ยังคุณใหญ่ยิ่งเลิศประเสริฐ เอย.

​๑๘. มักเอ๋ยมักใหญ่ กนแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง ลงในเพลงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบ เอย.

๑๙. ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา แต่สิ่งซึ่งเหลวใหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล สันโดษดับฟุ้งส้านทะยานใจ ตามวิษัยชาวนาเย็นกว่า เอย.

๒๐. ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์ พอเตือนใจได้บ้างในทางบุณย์ เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวชเอย.

๒๑. ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตต์ให้เลื่อมใสศานติ์ จารึกคำสำนวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ ซงอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จารึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์ อุททิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผี เอย.

​๒๒. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัย เอย.

๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิตต์ ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิตต์ ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย.

๒๔. ดวงเอ๋ยดวงวิญญาณ เมื่อยามลาญละพรากไปจากขันธ์ ปองแต่ให้ญาติมิตรสนิทกัน คล่าวน้ำตาต่างบรรณาการไป ธรรมดาพาคะนึงไปถึงหลุม หรือที่ชุมเพลิงเผาเฝ้าร้องไห้ คิดถึงกาลก่อนเก่ายิ่งเศร้าใจ ตามวิสัยธรรมดาเกิดมา เอย.

๒๕. ท่านเอ๋ยท่านสุภาพ ผู้ใคร่ทราบสนใจศพไร้ศักดิ์ รู้เรื่องราวจากป้ายจดลายลักษณ์ บางทีจักรำพึงคิดถึงตน มาม้วยมรณ์นอนคู้อยู่อย่างนี้ คงจะมีผู้สังเกตในเหตุผล ปลงสังเวชวาบเสียวเหี่ยวกมล เหมือนกับตนท่านบ้างกะมัง เอย.

​๒๖. บางเอ๋ยบางที อาจจะมีผู้เฒ่าเล่าขยาย รำพันความเป็นไปเมื่อใกล้ตาย จนตราบวายชีวาตม์อนาถใจ “อนิจจา! เห็นเขาเมื่อเช้าตรู่ ออกจากหมู่บ้านเดิรสู่เนินใหญ่ ฝ่าน้ำค้างกลางนามุ่งคลาไคล ผิงแดดในยามเช้าหน้าหนาว เอย.

๒๗. “ต้นเอ๋ยต้นกร่าง อยู่ที่ข้างเนินใหญ่พุ่มใบหนา มีรากเขินเผินพ้นพสุธา กลางวันเขาเคยมาผ่อนอารมณ์ นอนเหยียดหยัดดัดกายภายใต้ต้น ฟังคำรนวารีมี่ขรม กระแสชลไหลเชี่ยวเป็นเกลียวกลม เขาเคยชมลำธารสำราญ เอย.

๒๘. “ป่าเอ๋ยป่าละเมาะ ยังอยู่เยาะเย้ยให้ถัดไปนั่น เขาเดิรมาป่านี้ไม่กี่วัน ปากรำพันจิตต์รำพึงคะนึงใน บัดเดี๋ยวดูสลดระทดจิตต์ เหมือนสิ้นคิดขัดหาที่อาศัย หรือคล้ายคนทุกข์ถมระทมใจ หรือคู่รักร้างไม่อาลัย เอย.

๒๙. “ต่อเอ๋ยต่อมา ณเวลาวันใหม่มิได้เห็น ทั้งกลางนากลางเนินเผอิญเป็น ใต้ต้นกร่างว่างเว้นเช่นเมื่อวาน เห็นคนหนึ่งเดิรไปใจว่าเขา แต่ไม่เข้ากลางนามาสถาน ที่เขาเคยพักผ่อนแต่ก่อนกาล ทั้งไม่ผ่านป่าเล่าผิดเขา เอย.

๓๐. “ถัดเอ๋ยถัดมา เห็นเขาพาศพไปใจสลด เสียงประโคมครื้นครั่นน่ารันทด ญาติทั้งหมดตามมาโศกาลัย ทำการศพตบแต่งที่ระลึก มีบันทึกถ้อยคำประจำไว้ อยู่ที่ดงหนามนั้นถัดนั่นไป ความอย่างไรเชิญท่านไปอ่าน เอย.”

​คำจารึก

๓๑. “ที่เอ๋ยที่นี้ อนุสสาวรีย์ศรีสถาน แห่งชายไม่ประจักษ์ศักดิ์ศฤงคาร แม้สกุลคุณสารต่ำปานไร ขอจงอย่าขึ้งเคียดรังเกียจเขา ขอจงเคารพงามตามวิสัย มัจจุราชรับพาเขาคลาไคล ทิ้งร่างไว้ทวงเคารพผู้พบ เอย.

๓๒. “น้ำเอ๋ยน้ำใจ ซึ่งเนาในร่างกายผู้ตายนี้ ล้วนสุภาพผ่องใสด้วยไมตรี อีกโอบอ้อมอารีมีในคน คุณนี้นำชำร่วยอวยสนอง บำเหน็จมองมูลมากวิบากผล คือห่วงใยยั่วหยัดอัสสุชล จากฝูงคนผู้ใฝ่อาลัย เอย.

๓๓. “แต่เอ๋ยแต่นี้ เป็นหมดที่ใฝ่จิตต์ริษยา เป็นหมดที่อุปถัมภ์คิดนำพา เป็นนับว่า ‘อโหสิกรรม’ กัน เขาจะมีดีชั่วติดตัวไป เป็นวิสัยกรรมแต่งและแสร้งสรรค์ เรารู้ได้แต่ปวัตติ์ปัจจุบัน ซึ่งทิ้งอยู่คู่กันกับนาม เอย.

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์


แถลงการณ์สำนักพระราชวัง
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ความว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

พระราชประวัติ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” 
จากเจ้าหญิงนักกฎหมาย สู่พระเกียรติยศ ‘เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน’


พลเอก (พิเศษ) หญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
เป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระอิสริยยศเดิมเมื่อแรกประสูติคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภ
การศึกษา ทรงศึกษาระดับอนุบาล ประถมและมัธยมต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา ด้วยทรงสนพระทัยทางด้านกฎหมายมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2544 โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง
และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทรงจบหลักสูตร เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา ปีการศึกษา 2547 จากนั้นทรงไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย Master of Laws (LL.M.) ที่, มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ และDoctor of the Science of Law (J.S.D.) มหาวิทยาลัยคอร์เนล ที่ประทศหรัฐอเมริกา
สถาปนาและเฉลิมพระนาม
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความวิริยะอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน
ได้แบ่งเบาพระราชภาระเป็นอันมาก จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาและเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย
นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กอีกทั้งทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด
ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนา พระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
ทรงพระประชวร
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สํานักพระราชวังออกแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย ขณะทรงทำการฝึกสุนัขทรงเลี้ยงเพื่อร่วมแข่งขันในรายการ Thailand Working Dog Championship by Royal Thai Army 2022 ซึ่งมีกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 10–19 ธันวาคม ณ สนามฝึก กองพันสุนัขทหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คณะแพทย์ประจำพระองค์จึงกราบทูลเชิญเสด็จไปปฐมพยาบาล ณ โรงพยาบาลปากช่องนานา จนพระอาการประชวรคงที่ในระดับหนึ่งจึงเชิญเสด็จประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเพื่อเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เพื่อถวายการตรวจพระวรกายอย่างละเอียด
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 2 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้รายงานว่า พระอาการโดยรวมคงที่ในระดับหนึ่ง จังหวะการเต้นของพระหทัยควบคุมได้ด้วยพระโอสถ ผลการตรวจพระหทัยพบว่าพระหทัยยังบีบตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผลการฉีดสีของหลอดเลือดพระหทัยไม่พบความผิดปกติ โดยคณะแพทย์ได้ถวายพระโอสถและเครื่องมือช่วยการทำงานของพระหทัย พระปัปผาสะ พระวักกะ และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด
จากนั้นวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2566 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 3 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้สรุปการวินิจฉัยว่าพระอาการประชวรหมดพระสติ เกิดจากการเต้นผิดจังหวะของพระหทัยแบบรุนแรง จากการอักเสบของพระหทัยจากเชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ทําให้ทรงพระประชวรหมดพระสติในเวลาต่อมา ส่วนพระอาการประชวรโดยรวมในขณะนั้นยังไม่ทรงรู้พระองค์
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 4 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า จากการถวายพระโอสถและเครื่องมือเพื่อช่วยการทำงานของพระปัปผาสะและพระวักกะมาโดยตลอด คณะแพทย์ตรวจพบการติดเชื้อเป็นครั้งคราว จึงได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา คณะแพทย์ตรวจพบว่าทรงมีพระอาการติดเชื้อรุนแรงและเข้าในกระแสพระโลหิต ทำให้ต้องถวายพระโอสถปฏิชีวนะหลายขนานร่วมกัน รวมทั้งถวายพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิต เพื่อรักษาความดันพระโลหิตให้คงที่เนื่องจากความดันพระโลหิตต่ำ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์พระอาการประชวรฉบับที่ 5 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า พระองค์ยังมีความดันพระโลหิตต่ำอยู่ คณะแพทย์ยังต้องถวายพระโอสถเพื่อกระตุ้นความดันพระโลหิต ร่วมกับพระโอสถปฏิชีวนะและการใช้อุปกรณ์ทดแทนการทำงานของพระวักกะและช่วยหายพระทัยอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 31 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวัง ประกาศแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง ทรงพระประชวร ฉบับที่ 6 พระอาการติดเชื้อโดยรวมดีขึ้นความดันพระโลหิตคงที่หลังจากได้หยุดถวายพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิต คณะแพทย์ยังคงถวายพระโอสถปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ และยังต้องถวายเครื่องช่วยการทำงานของพระปีปผาสะ (ปอด)และพระวักกะ (โต) อย่างต่อเนื่อง คณะแพทย์ยังต้องเฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด
วันที่ 21 พ.ค.2569 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ฉบับที่ 7 ตามที่สำนักพระราชวังได้มีแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2565 และทรงมีพระอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อมาเป็นระยะ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น
คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้รายงานเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน พุทธศักราช 2569 คณะแพทย์ตรวจพบการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ทำให้พระอาการไม่คงที่ ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้ว่าคณะแพทย์ถวายเครื่องช่วยการทำงานของพระปัปผาสะ (ปอด) และพระวักกะ (ไต) อย่างต่อเนื่อง ถวายพระโอสถปฏิชีวนะหลายขนาน รวมทั้งพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิตและพระโอสถควบคุมจังหวะการเต้นของพระหทัยเพิ่มเติมแล้ว พระอาการยังทรุดลง บ่งว่ามีการติดเชื้อที่รุนแรงและยังควบคุมไม่ได้ ส่งผลรบกวนการทำงานของพระอวัยวะสำคัญหลายระบบ คณะแพทย์ยังคงถวายการรักษาอย่างเต็มที่และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2569 สำนักพระราชวัง ออกประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

รายชื่อ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)



รายชื่อ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)
  1. จังหวัดกาฬสินธุ์
  2. จังหวัดขอนแก่น
  3. จังหวัดชัยภูมิ
  4. จังหวัดนครราชสีมา
  5. จังหวัดนครพนม
  6. จังหวัดบุรีรัมย์
  7. จังหวัดบึงกาฬ
  8. จังหวัดมหาสารคาม
  9. จังหวัดมุกดาหาร
  10. จังหวัดยโสธร
  11. จังหวัดร้อยเอ็ด
  12. จังหวัดเลย
  13. จังหวัดสกลนคร
  14. จังหวัดสุรินทร์
  15. จังหวัดศรีสะเกษ
  16. จังหวัดหนองคาย
  17. จังหวัดหนองบัวลำภู
  18. จังหวัดอุดรธานี
  19. จังหวัดอุบลราชธานี
  20. จังหวัดอำนาจเจริญ

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

รายชื่อเพลง หยาด นภาลัย


รายชื่อ 110 เพลง หยาด นภาลัย
1.กลิ่นดอกโศก
2.กากีเหมือนดอกไม้
3.การะเกด
4.กำแพงประเพณี
5.ไกลบ้าน
6.ขวัญใจคนจน
7.ขอใจให้พี่
8.ขอให้เหมือนเดิม
9.คนจนคนจร
10.ครวญ
11.ค่อนคืน
12.คอย
13.คำคน
14.คิดถึงพี่บ้างไหม
15.คีรีบูนบิน
16.คืนสุดท้าย
17.คู่มาร
18.โคมทองแห่งชีวิต
19.เงินไม่ใช่กำแพงขวางกั้น
20.จำใจช้ำ
21.ชายคาหัวใจ
22.ชีวิตมืด
23.ดวงชีวัน
24.ดอกฟ้าในมือโจร
25.ดอกฟ้าเวียงจันทน์
26.ดอกเอื้องดอย
27.ดาวลอย
28.เดียวดาย
29.เดือนต่ำดาวตก
30.ทาสใจ
31.ทาสทรมาน
32.ทาสเทวี
33.ทาสรัก
34.ทำบุญด้วยอะไร
35.ที่รัก
36.นกเอี้ยงจ๋า
37.นวลแข
38.นางไกลใจร้าง
39.นานเท่าไรฉันก็จะรอ
40.น้ำใจน้องนาง
41.นึกแล้วเชียว
42.ในอ้อมกอดพี่
43.บัวน้อยคอยรัก
44.บางปะกง
45.บ้านเรา
46.บุพเพสันนิวาส
47.เบื่อกรุง
48.โปรดเถิดดวงใจ
49.ผมเอง
50.ฝันหวานอยู่ได้
51.พนาสวรรค์
52.พรหมลิขิต
53.พี่รักเจ้า
54.เพียงคำเดียว
55.เพื่อน้อง
56.ฟลอร์เฟื่องฟ้า
57.มนต์รักดอกคำใต้
58.มนต์รักบ้านนา
59.มนต์รักเรียกหา
60.แม่กลอง
61.แม่ยอดรัก
62.ไม่ให้ช้ำจะทำอย่างไร
63.ยอมเปิดไฟเขียว
64.ยามจน
65.ร่มฟ้าป่าซาง
66.รอยแผลเก่า
67.รักคุณไม่เห็นเป็นไร
68.รักนี้จากดวงใจ
69.รักพี่นะ
70.รักอย่ารู้คลาย
71.รำเต้ย
72.เรือนแพ
73.ลมจ๋า
74.ล่องโขงคืนเพ็ญ
75.ล่องแพแม่ปิง
76.ลาก่อนความรัก
77.ลาทีความรัก
78.ลาภูพิงค์
79.ลาแล้วป่าซาง
80.ลำน้ำพอง 
81.ลืมรัก
82.ลุ่มเจ้าพระยา
83.แล้งในอก
84.โลกทำถูก
85.วิถีคนจน
86.เว้าสาวอีสาน
87.สไบแพร
88.สมน้ำหน้า 
89.สวรรค์มืด
90.สาวตางาม
91.สาวน้ำพอง
92.สาวฝั่งโขง
93.สาวอยู่บ้านใด๋
94.เสียงกระซิบสั่ง
95.เสียแรงรักใคร่
96.หนี้มาร
97.หย่าสวาท
98.หรีดรัก
99.หวงรัก
100.หักใจไม่คิด
101.เหมันต์ที่ฉันเศร้า
102.เหมันต์พิศวาส
103.เหมือนไม่เคย
104.อกพี่ยังคอย
105.อโศกรักสลักใจ
106.ออกพรรษาที่เชียงคาน
107.อิเหนารำพึง
108.อุทยานรักไทรโยค
109.เอื้องโรย
110.ฮักเจ้าบ่คลาย

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

หนุ่มสุพรรณฝันเฟื่อง - ชรัมภ์ เทพชัย

หนุ่มสุพรรณฝันเฟื่อง - ชรัมภ์ เทพชัย

ผมก่อนนี้คนศรีประจันต์
ผมเบื่อสุพรรณมาเที่ยวทำงานละแวกนี้
ผู้หญิงผู้หยังผมยังไม่มี
หน้าหนาวมาทีกลัดกลุ้มอุรา

อยากได้แฟนก็แสนลำเค็ญ
ผมเกี้ยวไม่เป็นมันยากมันเย็นเป็นหนักหนา
จะพูดกับเธอก็เหน่อออกมา
กลัวต้องขายหน้าต้องเก็บไปละเมอ

ผิวสาว ขาวจังยังติดตา
ผมอยากไปขายนาขนเงินมาหมั้นเธอ
กลางคืนก็ฝันฝันฝันเสมอ
แถมเพ้อ กับราตรี

โอ้คนงามอย่าหยามเหยียดกัน
สุ้มเสียงจำนรรก็เหน่อสุพรรณกันแบบนี้
แต่หัวใจรักผมหนักแน่นดีแม่น้องนวลศรีปราณีกันบ้างหนา