วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ขุนศึก 2546


 ขุนศึก หนังที่หยิบเอาเรื่องราวจากบันเทิงคดีชื่อดังมาดัดแปลงสร้างเป็นหนังเอพิคเรื่องยิ่งใหญ่ กับการตีแผ่เรื่องราวสอดแทรกเชิงประวัติศาสตร์ของไทย ผ่านมุมมองของชายที่ชื่อว่า เสมา

ขุนศึก เป็นเรื่องราวก่อนวันประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในยามนั้น พระเจ้าบุเรงนอง วางอุบายหมายลอบปลงพระชนม์ ซึ่งยังความโทมนัสให้แก่สมเด็จพระนเรศวรอย่างมาก เมื่อจาตุรงคบาทนักรบประกบฝีเท้าช้างคนหนึ่งต้องพลีชีพเพื่อพระองค์ในกาลนี้

เสมา ลูกชายช่างตีดาบ ซึ่งเดินทางกลับจากเรียนวิชาดาบกับ อาจารย์ขุน เข้าประลองแข่งขันในการหาจาตุรงคบาทคนใหม่ ด้วยความที่เขามีฝีมือดาบอันโดดเด่น จึงได้รับตำแหน่งครูฝึกทหารในเรือน ขุนราม แต่นั่นถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีของ หมู่ขัน นายทหารเอกของกรุงศรี ที่ติดภาระต้องไปประจำการที่ด่านหน้า เขาไม่พอใจในตัวลูกช่างตีดาบคนนี้มาก และรอวันที่จะได้ตัดสินกันอย่างแท้จริง

ความแค้นยิ่งทวีคูณมากขึ้น เมื่อเรไร คู่หมั้นของหมู่ขัน เกิดชอบพอกับเสมา หมู่ขันโกรธแค้นมาก จึงจับตัวจำเรียง น้องสาวของเสมาไปเป็นทาสขัดดอก คืนนั้น เสมา พร้อมเพื่อนอีกสองคน ตัดสินใจบุกเรือนหมู่ขัน เพื่อนำตัวจำเรียงกลับมา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกลอุบายของหมู่ขัน จนต้องหนีเข้าไปอยู่ในกองโจรของ ขุนรณฤทธิ์พิชัย หมู่ขันสบโอกาส จึงประกาศว่า เสมาเป็นกบฎ

ขณะที่อยู่กับพวกกองโจร เสมา และกลุ่มกองโจรช่วยกันสกัดทัพหน้าของพม่าที่บุกเข้ามา ครั้งหนึ่ง เสมา ได้มีโอกาสได้เข้าช่วย พระเอกาทศรถ ในการศึก และได้ลดโทษไปเป็น ตะพุ่น เลี้ยงช้าง ที่นั่น เสมา ได้เรียนรู้ถึงหัวใจของนักรบ เมื่อเขาทราบข่าวการยกทัพครั้งใหญ่ของพม่า เสมาทนเห็นทหารไทยถูกเข่นฆ่าอีกไม่ได้ จึงเข้าไปช่วยในสนามรบ กระทั่งสามารถฆ่าแม่ทัพพม่าลงได้ จึงได้รับความดีความชอบกลับมา และวันแห่งการตัดสินฝีมืออย่างแท้จริงระหว่างเสมา กับหมู่ขันก็มาถึง เมื่อทั้งสองได้ประลองฝีมือต่อหน้าพระที่นั่ง เพื่อหาผู้ที่เหมาะกับตำแหน่งจาตุรงคบาท นักรบประกบฝีเท้าช้างของสมเด็จพระนเรศวร ในการศึกยุทธหัตถีครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกษัตริย์สองแผ่นดิน

ทวารยังหวานอยู่ 2547


ในปี พ.ศ. 2525 ปีแห่งการสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี กรุงเทพฯ ยังสดใสไร้เดียงสาอยู่กับแฟชั่นสีสันหวานแหวว เสียงเพลงจากวงสตริง และหนังทีวีกำลังภายใน กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง มือกลองหนุ่ม "เบ๊" (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) ศิษย์โปรด "อาจารย์ตึ่งโป๊ะ" (ปราณี กี่บุตร) สำนักกลองเทวดา ที่พยายามฝึกวิชากลองเทวดาให้ถึงขั้นสิบ แต่ระหว่างนั้นเขากลับพบว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าคนตายจนต้องหลบหนีการไล่ล่าของนักสืบมือปราบ "ไอ้หูดำ" (นิพนธ์ ชัยศิริกุล) ที่มี "ซื่อบื้อ" สุนัขดมกลิ่นเป็นผู้ชี้เบาะแส เบ๊พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ทุกคนรู้ โดยมี "ต้น" (นันทกา วรวณิชชานันท์) ศิษย์พี่ร่วมสำนักกลองเทวดาคอยให้กำลังใจและช่วยเหลือ จนต้นกับเบ๊เกิดความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างหนีเอาตัวรอด เบ๊ได้พบเจอผู้คน และเรื่องราวพลิกผันมากมาย หลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเบ๊ จนกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุคนี้ อย่างไรก็ตามเบ๊มีนัดสำคัญที่รอคอยมาตลอดชีวิต คือ วันดวลกลองกับตัวแทนของสำนักกลองพญายม ผู้มีฝีมือสูงส่งเลิศล้ำ ถึงเวลาแล้วที่ความแค้นยาวนานต้องชำระ

ทวิภพ พ.ศ. 2547

เรื่องราวของหญิงสาวไทยยุคปัจจุบันที่หลงมิติไปอยู่ในสยาม สมัยแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกพยายามจะเข้ามายึดครอง
บันทึกโบราณฉบับหนึ่งถูกค้นพบในคืนฝนตกฟ้าคะนองคืนหนึ่งที่ชานกรุงปารีส… บันทึกภาษาฝรั่งเศสนี้ถูกนำมาตรวจสอบยัง ซอร์บอนแห่งมหาวิทยาลัยปารีส คือ ‘Yoyageurs’ บันทึกต้องห้ามที่เขียนขึ้นโดย ฟรองซัว ซาเวีย นักเดินทางและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เขียนขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มณีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ 6 สาขาประวัติศาสตร์ ประจำสถานทูตไทยที่นครปารีส ถูกเรียกตัวด่วนในคืนนั้นในฐานะตัวแทนผู้เกี่ยวข้องของสยามประเทศ อันเป็นที่มาบันทึก แม้ว่า ‘Yoyageurs’ จะถูกจัดระดับความสำคัญเพียงนิยายไร้สาระ แต่ในความคิดของเธอ มันเป็นสิ่งที่น่าค้นหา และเธอล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนแห่งความลับที่ถูกกำหนดไว้จากบันทึกนี้ ดินแดนที่เธอไม่เชื่อว่าเป็นจริงเมื่อแยกจากโลกปัจจุบัน…เธอต้องกลับประเทศไทยด้วยเหตุผลบางประการ ที่บ้านเกิดในเมืองไทย เธอสับสนและแยกแยะไม่ออกว่า ตัวเธออยู่ในความจริงอันใด “วันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้ หรือ วันนี้คืออนาคตของเมื่อวาน” มณีจันทร์ เธอจะอยู่ในตำแหน่งไหน หลายครั้งที่เธอคิดอยู่เสมอว่าเธอเป็นต้นเหตุของบันทึกเสียเองหรือไม่ และการเดินทางครั้งใหม่ของเธอก็เริ่มขึ้น

 

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ไอ้ฟัก (คำพิพากษา) พ.ศ. 2547

 


ไอ้ฟัก 
เป็นภาพยนตร์ไทยแนวดราม่า ปี 2547 โดยอิงเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง คำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์

เรื่องย่อ 
พระฟักเป็นพระภิกษุที่ชาวบ้านเคารพนับถือ คนทั้งหมู่บ้านต่างเดินทางมาที่วัดเพื่อฟังพระฟักแสดงธรรมเทศนา การเทศน์ของพระฟักถูกขัดจังหวะโดยพ่อที่เป็นหม้ายของเขาที่กำลังไอ และพระฟักก็พยายามที่จะรักษาสมาธิเอาไว้ พระฟักจึงตัดสินใจว่าเขาจะลาสิกขาเพื่อมาดูแลพ่อของเขา แล้วเขาก็ถูกเกณฑ์ทหารเข้ากองทัพโดยการจับใบดำใบแดง เขาหวังว่าเมื่อเขาปลดประจำการแล้ว เขาจะกลับหมู่บ้าน บวชเป็นพระ และอุทิศชีวิตให้กับพระศาสนา

ขณะเขาเดินทางกลับบ้าน รถบัสที่จะไปหมู่บ้านของเขาก็เกิดเสีย ระหว่างจอดซ่อมรถ ฟักก้าวไปปัสสาวะข้างทางใกล้สระบัว ที่นั่น ท่ามกลางดอกบัวเขาเห็นหญิงงามคนหนึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ในผ้าถุง ในที่สุด ฟักก็กลับมาถึงบ้าน ซึ่งพบพ่อของเขาอยู่ในสภาพที่มีความสุขมาก เหตุผลที่พ่อของเขาดีใจมากก็คือว่าเขาได้แต่งงานใหม่ แม่เลี้ยงของฟักก็ปรากฏตัวออกมาจากหลังมุ้งเป็นหญิงสาวจากสระบัวนั่นเอง เธอชื่อ สมทรง แม้ว่าเธอจะเป็นคนอ่อนหวาน แต่มีบางอย่างผิดปกติกับเธออย่างชัดเจน บางทีเธออาจเป็นโรคทางจิตบางประเภทก็ได้

แม้ว่าจะมีช่วงเวลาแห่งความสุข เมื่อฟักไปทำงานกับพ่อในฐานะภารโรงที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน แต่การกลับมาพบพ่อของเขากลับกินเวลาสั้น ๆ หลังจากพ่อของเขาป่วยและเสียชีวิต เพราะฟักได้สัญญากับพ่อไว้ว่าจะดูแลแม่เลี้ยง เป้าหมายของฟักที่จะกลับไปบวชอีกครั้งก็ต้องถูกยกเลิกไปอีกครั้ง

แม้ว่าฟักจะเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน แต่ชาวบ้านไม่ชอบสมทรงและตราหน้าว่าเธอเป็น "คนบ้า" และหลังจากพ่อของฟักเสียชีวิต ชาวบ้านก็เริ่มปฏิบัติต่อฟักแตกต่างไป พวกเขาเชื่อว่าฟักมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่เลี้ยง ในตอนแรกฟักไม่สนใจข่าวซุบซิบ แต่เพราะพฤติกรรมของสมทรง จึงยิ่งปฏิเสธได้ยากขึ้น ครั้งหนึ่งระหว่างการแสดงลิเกในงานหมู่บ้าน ฟักถูกสมทรงเข้ามาหาหลังจากที่เธอเห็นฟักกำลังคุยกับหญิงสาวคนหนึ่ง สมทรงเกิดความหลงผิดคิดว่าตนกับฟักแต่งงานกันแล้ว และเธอก็เกิดความอิจฉา สมทรงยังมีนิสัยแย่ ๆ คือการถอดเสื้อผ้าแล้ววิ่งไปในที่สาธารณะหรือเพียงยกชุดขึ้นและเปลือยร่างกาย ระหว่างนั้น ชาวบ้านบางคนบังเอิญไปเจอฟักพอดีในตอนที่เขากำลังไล่ตามสมทรงที่เปลือยกายและพยายามปกปิดเธอไว้ แต่สิ่งที่ชาวบ้านคิดคือคิดว่าฟักมีสัมพันธ์กับแม่เลี้ยง ฟักถูกพิพากษาแล้ว

ฟักได้งานเก่าของพ่อเป็นภารโรงในโรงเรียน วันหนึ่งมีสุนัขที่คาดว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเดินเข้ามาในบริเวณโรงเรียน ฟักได้รับมอบหมายให้ฆ่ามัน เขาคว้าจอบแล้วใช้ฟาดโดยฟาดอย่างเฉียดฉิว ทำให้มันบาดเจ็บและโกรธมากขึ้น ในที่สุดฟักก็จัดการกับสุนัขบ้าได้สำเร็จ แต่เป็นงานที่นองเลือดมาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ ฟักถูกมองว่าเป็นฮีโร่โดยนักเรียนและอาจารย์ และเขาก็รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเล็กน้อย

ฟักต้องเตรียมตัวสำหรับงานฌาปนกิจศพพ่อของเขา เขาเชิญผู้อำนวยการโรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคนอื่น ๆ เขาสั่งดอกไม้จันทน์จำนวน 50 ดอกให้ผู้ร่วมพิธีวางบนโลงศพที่กำลังเผา แต่ไม่มีใครมาร่วมพิธีนี้เลย ยกเว้นพระสงฆ์ที่เขานิมนต์มาเพื่อสวดมนต์ให้กับพ่อของเขาและสัปเหร่อ

ฟักได้เป็นเพื่อนกับสัปเหร่อ ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำที่ชาวบ้านที่เชื่อโชคลางไม่ค่อยชอบ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าเขาเป็นคนไม่สะอาด แม้แต่ฟักเองก็ไม่ได้ชอบชายคนนี้เป็นพิเศษ แต่หลังจากฟักบอกกับเขาว่าเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสมทรง ชายคนนั้นก็เชื่อเขา

หลังจากพิธีเผาศพ สัปเหร่อก็นำเหล้าขาวมาให้ฟัก ฟักในตอนแรกไม่ชอบรสชาติหรือความรู้สึกที่เขาได้รับ แต่เขาดื่มเพิ่มอีกเล็กน้อยและเริ่มสนุกสนานกับตัวเอง ฟักมองหาทางคลายความกดดันจากการดูแลแม่เลี้ยงที่ป่วยทางจิตและการตัดสินที่รุนแรงของชาวบ้าน จึงหันไปพึ่งขวดเหล้าและกลายเป็นคนติดเหล้า ชีวิตของเขาตกต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาทำให้ชาวบ้านโกรธ และพวกเขาก็หันมาทำร้าย ปล่อยให้สมทรงช่วยเขากลับบ้าน

แฟนฉัน 2546

 

แฟนฉัน เป็นภาพยนตร์ไทยแนวก้าวผ่านวัย สุขนาฏกรรม ดรามา โรแมนติก ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2546 กำกับโดย คมกฤษ ตรีวิมล ทรงยศ สุขมากอนันต์ วิทยา ทองอยู่ยง นิธิวัฒน์ ธราธร อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม และ วิชชา โกจิ๋ว บทภาพยนตร์โดย คมกฤษ ตรีวิมล ทรงยศ สุขมากอนันต์ นิธิวัฒน์ ธราธร วิชชา โกจิ๋ว วิทยา ทองอยู่ยง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม อมราพร แผ่นดินทอง นำแสดงโดย ชาลี ไตรรัตน์ โฟกัส จีระกุล ชวิน จิตรสมบูรณ์ วงศกร รัศมิทัต อนุสรา จันทรังษี ปรีชา ชนะภัย นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์ภาพยนตร์นี้เกี่ยวกับความรักวัยเด็ก ในอดีตแห่งความทรงจำ



เรื่องราวในวัยเด็กของ "เจี๊ยบ" ที่มีเพื่อนสนิทคือ "น้อยหน่า" เด็กหญิงข้างบ้าน ที่เป็นเพื่อนเล่นมาด้วยกันตลอด แต่เด็กชายก็อยากมีเพื่อนๆ ผู้ชาย และเล่นตามประสาเด็กชายบ้าง ทำให้เขาหันไปเข้ากับกลุ่มเด็กชายจอมซ่า ที่มี "แจ๊ค" เป็นหัวโจก ทว่าการเข้ากับกลุ่มของแจ๊ค กลับทำให้น้อยหน่าเพื่อนรักต้องเสียใจ และยังทำให้เจี๊ยบพลั้งพลาดทำร้ายจิตใจของน้อยหน่าโดยไม่ตั้งใจ กว่าเจี๊ยบจะรู้ตัวว่าทำให้น้อยหน่าเสียใจ เธอก็ย้ายบ้านไปเสียก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากคำว่าขอโทษออกมา

หลังจากย้ายบ้านไปเป็นเวลานาน เจี๊ยบได้กลับมาอีกครั้งเพื่อร่วมงานแต่งงาน ของ น้อยหน่า ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเลือนราง แต่เมื่อหลับตาลง ความทรงจำต่างๆ กลับค่อยๆ แจ่มชัดเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เจี๊ยบกับน้อยหน่า บ้านของทั้งสองอยู่ติดกันจึงเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่เด็ก เหตุนี้ทำให้เจี๊ยบติดสอยห้อยตามน้อยหน่า และคลุกตัวอยู่กับเพื่อนผู้หญิง จนทำให้แก๊งเพื่อนผู้ชายยั่วเย้าให้หัวเสียอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อเริ่มโต เจี๊ยบก็เริ่มอยากเที่ยวเล่นแบบเด็กผู้ชาย จึงพยายามพิสูจน์ตัวเองแม้จะทำให้น้อยหน่าเสียใจก็ยอม เจี๊ยบเพียรมาด้อมๆ มองๆ บ้าน น้อยหน่าเพื่อหาโอกาสกล่าวคำขอโทษ กระทั่งยอมมาตัดผมกับพ่อน้อยหน่าที่บ้านก็ยอม แต่จนแล้วจนรอด เจี๊ยบก็ยังไม่ได้ขอโทษสักที จนถึงวันที่น้อยหน่าต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่จังหวัดอื่น

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เนื้อเพลง คิดถึงพี่บ้างไหม




เนื้อเพลง - คิดถึงพี่บ้างไหม
คำร้อง/ทำนอง - ศักดิฺ์ เกิดศิริ

ลมหนาวโบกมา 
แก้วตาพี่จากไป
เจ้าคิดถึงพี่บ้างไหม 
เจ้าคิดถึงพี่บ้างไหม
ร้างกันคราใด 
พี่เปลี่ยวฤทัยเงียบเหงา
ลมหนาวโบกมา 
แก้วตาพี่จากไป
เจ้าทิ้งพี่ให้นอนหนาว 
เจ้าทิ้งพี่ให้นอนหนาว
ร้างกันทุกคราว 
พี่ต้องนอนหนาวตรอมใจ
เมื่อลมหนาวโบกมา 
หนาวเย็นอุรา
น้ำตาไหลหลั่ง 
รักพี่ยังคอยได้
กลับมาเถิดหนา
มาสัญญากันใหม่
เห็นใจพี่เถิดแก้วตา
ลมหนาวโบกมา
แก้วตาพี่จากไป
เจ้าทิ้งพี่ให้คอยหา
เจ้าทิ้งพี่ให้คอยหา
หนาวตรมวิญญา
พี่เที่ยวแลหาดวงใจ
เมื่อลมหนาวโบกมา
หนาวเย็นอุรา
น้ำตาไหลหลั่ง
รักพี่ยังคอยได้
กลับมาเถิดหนา
มาสัญญากันใหม่
เห็นใจพี่เถิดแก้วตา
ลมหนาวโบกมา
แก้วตาพี่จากไป
เจ้าทิ้งพี่ให้คอยหา
เจ้าทิ้งพี่ให้คอยหา
หนาวตรมวิญญา
พี่เที่ยวแลหาดวงใจ.

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทวีพงศ์ มณีนิล

   


ทวีพงศ์ มณีนิล หรือทวี ลูกเพชร เป็นศิลปินนักแต่งเพลงมีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดเพชรบุรี เกิดวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ปีวอก ที่บ้านเลขที่ 18 ต. หนองปรง อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี บิดาชื่อนายสถิต มณีนิล มารดาชื่อนางพรม มณีนิล มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 4 คนดังนี้


          ทวี พงศ์ มณีนิล สมรสกับ สุนิสา วงศ์วัจฉละกุล หรือชื่อในวงการคือจิตติมา เจือใจ โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรสาว 1 คน คือ เพ็ญอาภา มณีนิล และบุตรชายซึ่งเกิดกับนางน้ำทิพย์ ขนิษฐกุล คือ พงศธร มณีนิล

การศึกษา

- จบระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดหนองปรง อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี
- จบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี ปี 2502-2503
- จบประโยคเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี ปี 2505
- ศึกษาต่อที่คณะศิลปสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2507 (รุ่นที่ 3)
- จบปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2511
- ศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ University of Dallas เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ระยะเวลา 2 ปี แต่ไม่สำเร็จการศึกษาเนื่องจากเหตุการผันผวนในชีวิตความรัก
- จบการศึกษาวิชาธุรกิจโรงแรม ที่ลอสแองเจอลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย พ.ศ. 2518 ระยะเวลา 2 ปี

หน้าที่การงาน

- เข้าทำงานแผนกบัญชีกระแสรายวัน ที่ธนาคารกรุงเทพฯ สำนักงานใหญ่ ระยะเวลา 6 เดือน
- ตำแหน่งเศรษฐกรตรี กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ สะพานขาว ระยะเวลาปีครึ่ง
- ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ของรัชฟิล์มรามา ที่โรงภาพยนต์ควีนส์ วังบูรพา กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2518
- ร่วมกับคุณชาญ ตระกูลเกษมสุข ศูนย์การศึกษาดำเนินกิจการห้างแผ่นเสียง T.P.C. (ที พี ซี) ตราหัวใจมีปีก เลขที่ 3122/7 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สามแยกเอกมัย กรุงเทพฯ ในฐานนะห้างผู้ผลิตแผ่นเสียงออกจำหน่ายทั่วประเทศด้วยทุนของตนเอง

ประวัติและงานด้านเพลง

          เริ่ม เขียนเพลงตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะชอบทั้งเพลงและการร้องเพลง การแต่งกาพย์ โคลง กลอนมาก ประกอบกับเป็นนักอ่านประเภทหนอนหนังสือ คืออ่านทุกประเภท จึงหัดแต่งเพลงด้วยตังเองเรื่อยมา และแต่งเพลงสำเร็จเป็นเพลงแรก เมื่ออายุได้ 14 ปี ชื่อเพลง "คิดถึงเธอ" ซึ่งได้รับการบันทึกเสียงเมื่อ 10 ปี ให้หลังโดย รุ่งทิพย์ ธารทอง และเพลงนี้มีส่วนทำให้แฟน ๆ รู้จักรุ่งทิพย์ ธารทอง ในฐานะนักร้องดาวรุ่งคนหนึ่งด้านลูกทุ่ง นอกเหนือจากงานแต่งเพลงซึ่งรุ่งทิพย์ ธารทอง ก็แต่งเพลงเองอยู่แล้ว และได้บันทึกเสียงอีกครั้งโดย ธานินท์ อินทรเทพ อยู่ในลองเพลย์ ชุด "ญาติวันทอง"

          เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็หัดแต่งเพลงลูกกรุงสำเร็จ คือเพลง "นานเกินรอ นำมาบันทึกเสียงอยู่ในชุด "ถ้าวันนี้ยังมีเขาอยู่" โดย สวลี ผกาพันธ์ ในด้านเพลงลูกทุ่งเคยแต่งเพลงให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ร้อง 2-3 เพลง ได้แก่ เพลงคนหัวใจรั่ว เนื้อคู่สีชมพู และโลกนี้ไม่ใช่ของเรา (คนหนักโลก) ใช้นามปากกาว่า "ทวี ลูกเพชร" ในด้านเพลงไทยลูกกรุง เริ่มบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2516 หลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และหลังจากการบวชที่วัดชลประทาน ปากเกร็ด

          การบันทึกเสียงในครั้งนี้ มีเพลงรักเธอไม่ถึงบาท, โจรปล้นใจ, สวัสดีความเศร้า และของขวัญวันเกิด โดยได้รับการสนับสนุนจาก ชาญชัย บัวบังศร, พีระ ตรีบุปผา, วิสุทธิ์ กิวานนท์, รุ่งเพชร แหลมสิงห์, นายมงคล เดชานุวงศ์ เจ้าของห้างแผ่นเสียงทองคำ และสวลี ผกาพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ร้องเพลงในชุดนี้ทั้งหมด

          หลังจากบันทึกเสียงชุดนี้แล้ว ก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง จนกระทั่งกลับมาในปลายปี 2518 จึงเริ่มงานด้านแต่งเพลงอย่างจริงจัง โดยเริ่มอัดเสียงตามลำดับ ดังนี้

- ชุดคนหน้าเดิม ร้องโดย รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส (4 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย สะพานเหล็ก (ลองเพลย์)
- ชุดจริงใหมเขาเรียกเธอว่ากากี โดยสุเทพ วงศ์กำแหง (12 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ สพานเหล็ก
- ชุดถ้าวันนี้ยังมีเขาอยู่ โดยสวลี ผกาพันธ์ (4 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย
- ชุดฝากเพลงถึงเธอ โดยธานินท์ อินทรเทพ (10 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงเสริมวิทย์ ศรีย่าน กรุงเทพฯ
- ชุดถ้าหัวใจฉันมีปีก โดยจิตติมา เจือใจ ผลิตโดยห้างแผ่นยเสียงทองคำ สพานเหล็ก
- ชุดญาติวันทอง โดยธานินท์ อินทรเทพ ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงเสริมวิทย์ ศรีย่าน
- ชุดเพชรบุรีตัดใหม่ โดยจิตติมา เจือใจ (10 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย สะพานเหล็ก
- ชุดหลักไม้เลื้อย โดยจิตติมา เจือใจ (4 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงทองคำ
- ชุดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก, น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย โดยธานินท์ อินทรเทพ และสรรชัย โกรานนท์ ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงที.พี.ซี. สามแยกเอกมัย (10 เพลง)
- ชุดฝนซาฟ้าใส โดยจิตติมา เจือใจ (8 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย
- ชุดวันนั้นแล้วเธอจะทิ้ง โดยจิตติมา เจือใจ, เอกชัย ไอยรา (10 เพลง) ผลิตโดย เอกชัย ไอยรา ผลงานด้านเพลงประกอบในภาพยนต์ ได้รับการสนับสนุนจาก พยุง พึ่งศิลป์, ชาญ มหสรรค์ แห่งรัชฟิล์มทีวี,ธรรมนูญ ปุงคานนท์, ดำรง พุฒตาล, พันธ์เทพและวัชรี อรรถไกรวัลย์วทีแห่งเทพศิลป์ภาพยนต์, ชุมพร เทพพิทักษ์ และวิสันต์ สันติสุชา แห่งสันติสุชาภาพยนต์ ซึ่งเพลงในภาพยนต์เหล่านี้มีเพลงแหวนสวาท, อิทธิพลรัก, คุณครูคนใหม่, กิเลสคน, ขยี้มือปืน, ความรักสีดำ, รักเลือกไม่ได้, ทางเสือผ่าน, จูลี่ที่รัก, มนต์รักแม่น้ำมูล, เมืองอลเวง, นักเลงสามสลึง, สิงห์สั่งป่า, เล็บครุฑ, หมัดปืนไว, ดับเครื่องชน และวัยเสเพล

รายชื่อผลงานเพลง ของทวีพงศ์ มณีนิล ในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เริ่มทำกับ ฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์ และต่อมาได้ร่วมงานกับห้องอัดเสียงทอง ได้ผลิตผลงานอีหลายชุด ตามลำดับดังนี้

1. ฝันสลาย ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์ เป็นเทปชุดที่มาของเทปชุดหัวใจสลาย คือ ในเทปชุดฝันสลายมีทำนองเพลงจีนเพียงเพลงเดียวที่เหลือเป็นทำนองสากล แต่เพลงฝันสลายกลับได้รับความนิยมอยู่เพลงเดียวจึงทำให้มีการจัดทำเทปชุดต่อมา

2. หัวใจสลาย ชุด 1 ซึ่งขายดีเป็นประวัติการณ์ ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์

3. หัวใจสลาย ชุด 2 (เช็ดน้ำตากับอกฉัน) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์

4. น้ำตาดอกไม้ ขับร้องโดยธานินท์ อินทรเทพ ซึ่งทำนร่วม วิรัช อยู่ถาวร

5. คำหล้าอาลัย ขับร้องโดยมาสสุภา กาพย์ประพันธ์ ซึ่งทำร่วมกับนริศร ทรัพยะประภาและวิรัช อยู่ถาวร

6. คนเดินดิน (น้ำตาจระเข้, ขอเพียงรัก, วิมานลอย, เหนือลิขิต, อย่าลืมฉัน) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์

7. ในม่านเมฆ (เพลงในม่านเมฆ) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์

8. เพลงดัง หนังละคร (เพลงวงเวียนชีวิต, พิษอารมณ์, หงส์เหิน, สิ้นสวาท, ทัณฑ์กามเทพ) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์

9. คนไกลบ้าน (ทั้งชุด 12 เพลง วางตลาดเดือนธันวาคม) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์

10. ยังไม่มีชื่อ ฮ็อทเป็บเปอร์บรรเลง เศรษฐา ศิระฉายา ขับร้อง

ผู้สนับสนุนด้านแต่งเพลง

          ชาญ ชัย บัวบังศร, สมานกาญจนผลิน และนคร ถนอมทรัพย์ การแต่งเพลงอาศัยหลักการเขียนหนังสือของทวิช โปสินธุ์ (ยิ่งยง สะเด็ดยาด) และบรรเจิด ทวี (ไก่อ่อน)

รางวัลที่ได้รับ

1. รางวัลเสาอากาศทองคำ ปี 2519 จากเพลง "คนหน้าเดิม" ด้านคำร้องยอดเยี่ยม ขับร้องโดยรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส

2. รางวัลเสาอากาศทองคำ ปี 2520 จากเพลง "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก" ด้านทำนองยอดเยี่ยม ขับร้องโดยธานินท์ อินทรเทพ

3. รางวัลแผ่นเสียงทองคำ พระราชทาน 2 รางวัล ปี 2522 จากเพลง "ปั้นดินให้เป็นดาว" ด้านคำร้องและทำนองยอดเยี่ยม ขับร้องโดยธานินท์ อินทรเทพ

ทวีพงศ์ มณีนิล เสียชีวิตโดยถูกมือปืนลอบสังหารด้วยปืนขนาด 11 มม. ขณะยืนคุยโทรศัพท์ที่ห้างแผ่นเสียงเมโทร ย่านประตูน้ำเมื่อบ่าย 15.00 น. ของวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2526