วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี (2310–2325)


ลำดับเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี (2310–2325)พ.ศ. 2310
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราชครั้งที่ 2 ให้กับกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ พระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ขณะมีพระชนมายุได้ 33 พรรษา และสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่แทนกรุงศรีอยุธยา เกิดสงครามกับพม่าที่บางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม

พ.ศ. 2311
เริ่มปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จ ปราบชุมนุมเจ้าพิมายสำเร็จเป็นชุมนุมแรก เกิดการระบาดของหนู

พ.ศ. 2312
ปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชสำเร็จ ยกทัพไปตีเขมรครั้งแรกแต่ไม่สำเร็จ
อัญเชิญพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชมายังกรุงธนบุรี

พ.ศ. 2313
เกิดสงครามกับพม่าที่เมืองสวางคบุรี และขับไล่ทหารพม่าเป็นผลสำเร็จ และยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ
ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์จำนวน 4 ตอน

พ.ศ. 2314
ยกทัพไปตีเขมรครั้งที่ 2 และสามารถปราบเขมรไว้ในอำนาจ นายสวนมหาดเล็กแต่งโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี เริ่มการสร้างกำแพงเมืองกรุงธนบุรี

พ.ศ. 2315
พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 1 โดยโปสุพลาแต่ไม่สำเร็จ

พ.ศ. 2316
รบชนะพม่าที่มาตีเชียงใหม่และเมืองพิชัยเป็นครั้งที่ 2 ทำให้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก

พ.ศ. 2317
รบชนะพม่าที่บางแก้ว ราชบุรี พม่าถูกจับและเสียชีวิตไปมากมาย ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ได้สำเร็จ
สมเด็จกรมพระเทพามาตย์ เสด็จสวรรคต
พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละ เมืองเชียงใหม่ เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พ.ศ. 2318
พม่ายกทัพใหญ่มาตีหัวเมืองเหนือโดยการนำทับของอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งถือเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงธนบุรี แต่ไม่สำเร็จ ทหารพม่าถูกจับเป็นเชลยหลายหมื่นคน

พ.ศ. 2319
พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ
โปรดให้สร้างสมุดภาพไตรภูมิ
ทรงรับปืนนกสับจากฟรานซิส ไลท์ จำนวน 1,400 กระบอก

พ.ศ. 2321
โปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาจักรีไปปราบเจ้าเมืองนางรอง เจ้าเมืองนางรองถูกจับประหารชีวิต และนำกองกำลังไปตีและยึดนครจำปาศักดิ์ ทำให้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองอัตตะปือ และ ดินแดนตอนใต้ของประเทศลาวตกลงมาเป็นของไทย หลังจากจบศึก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาจักรี เป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนัคราระเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์ดำรงตำแหน่งสมุหนายก

พ.ศ. 2322
โปรดเกล้าฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเวียงจันทน์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาไว้ที่ กรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐ์ไว้ที่วัดอรุณฯ ส่วนพระบางคืนไปในสมัยรัชกาลที่ 1
เกิดกบฎมหาดา

พ.ศ. 2323
เกิดจลาจลในเขมร โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระองค์เจ้าจุ้ย ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อน หลวงสรวิชิต(หน) แต่งอิเหนาคำฉันท์

พ.ศ. 2324
ส่งทัพไปปราบจลาจลในเขมร
พระยาสรรค์เป็นกบฏ

พ.ศ. 2325
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 กรุงธนบุรีสิ้นสุดลง

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ 2547



ชื่อภาษาอังกฤษ X-Man 
จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล 
กำหนดฉาย 26 สิงหาคม 2547 

เรื่องย่อ การดูหนังสือโป๊ หนังโป๊ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะความสนใจในเรื่องเซ็กส์มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์อยู่แล้ว การสืบพันธุ์หรือการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ สื่อลามกประเภทหนังสือโป๊หรือหนังโป๊ ถูกผลิตขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการทางด้านนี้ของคน โดยเฉพาะเพศชาย แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ความต้องการของผู้เสพมันเริ่มเบี่ยงเบนไปในทิศทางอื่น ๆ มากขึ้น เช่น ความต้องการและความนิยมในการดูหนังแอบถ่าย คำถามอีกข้อหนึ่งที่ตามมาก็คือ ทำไมคนถึงอยากดูสิ่งเหล่านี้? รสนิยมของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปหรืออย่างไร? หนังเรื่อง เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ อาจจะไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงหนทางการแก้ไขปัญหานี้ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังได้พยายามจะบอกก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศอยู่ใกล้กับตัวเรามากเหลือเกิน นักแสดง พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ ธีรดนัย สุวรรณหอม บงกช คงมาลัย สรณัฐ มัสยวานิช เชษฐวุฒิ วัชรคุณ เกรียงไกร อมาตยกุล


ทีมงาน กำกับภาพยนตร์ : ธนกร พงษ์สุวรรณ บทภาพยนตร์ : ธนกร พงษ์สุวรรณ, อัน จูน บี (Ahn Joon B), ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ 

กำกับภาพ : เดชา ศรีมันตะ ออกแบบงานสร้าง : พิสุทธิ์ ปริวัฒนกิจ กำกับศิลป์ : รักชาติ บุญยง 

ออกแบบเครื่องแต่งกาย : เอกศิษฏ์ มีประเสริฐสกุล แต่งหน้า : เชิดศักดิ์ ชมงาม แต่งผม : ปริญญา ปานตั้น 

ดนตรีประกอบ : ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์, อภิเชษฐ์ กำภู ณ อยุธยา 

ออกแบบเสียง : เกษมสันต์ พรหมสุภา, ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ, เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง

ปล้นนะยะ 2547


ชื่อภาษาอังกฤษ SPICY BEAUTY QUEEN IN BANGKOK
จัดจำหน่ายโดย อาร์เอส ฟิล์ม 
กำหนดฉาย 6 กุมภาพันธ์ 2547

เรื่องย่อ เรื่องราวครั้งหนึ่งในชีวิตของกะเทยสาว 4 คน 4 สไตล์ ที่ตัดสินใจร่วมมือกันปล้นเงินจากธนาคารหน้าปากซอย โดยหวังว่าเงินที่ได้จากการปล้นนั้นจะสามารถทำให้ชีวิตสาวประเภทสองของพวกเธอเติมเต็มจนสมบูรณ์ได้ แต่แผนการปล้นของพวกเธอนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะในขณะที่พวกเธอปล้นอยู่นั้นโจรวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งกลับบุกมาปล้นธนาคารนั้นพร้อมๆกัน คราวนี้เรื่องวุ่น ๆ ของการต่อสู้แก่งแย่งเงินที่ปล้นจึงเกิดขึ้น กะเทยสาว โจรมือใหม่ ที่รักความสวยความงามมากกว่าทุกอย่างในโลก ต้องเผชิญกับโจรหนุ่มและอุปสรรคต่าง ๆ รวมไปถึงตำรวจผู้ห้าวหาญที่นำพลล้อมอยู่แล้วภายนอกธนาคาร โจรสองกลุ่มประกอบด้วย แก๊งค์สวยประหารทั้ง 4 , โจรวัยรุ่นหนุ่มหน้าใส ทั้ง 4 และรปภ.ธนาคารที่ร่วมมือวางแผนปล้น ต้องติดอยู่รวมกันในธนาคาร โดยมีผจก.สาริน และลูกค้าหลากหลายอาชีพเป็นตัวประกันอยู่ แล้วเรื่องวุ่น ๆ ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อโจรทั้งสองฝ่ายต่างพยายามแย่งเงินกัน และหาวิธีหนีเอาตัวรอดจากตำรวจที่ล้อมอยู่ให้ได้ในขณะที่ฝ่ายตำรวจก็พยายามที่จะช่วยเหลือตัวประกันและบุกขจับโจรทั้งหมดให้ได้เหตุการณ์ตึงเครียดที่ตำรวจล้อมจับโจรปล้นธนาคารนี้ยืดเยื้ออยู่ถึงสามวันและโด่งดังไปทั่วเมืองกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ ทุกคนเข้าใจว่าสถานการณ์ในธนาคารนั้นคงร้ายแรงและตึงเครียดเมื่อต้องอยู่กับโจรหนุ่มในสถานการณ์วุ่น ๆ ต่าง ๆ เช่น หญิงท้องแก่กำลังจะคลอดลูกออกมา ไฟดับ ไม่มีอาหารกิน และต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขเหมือนออกค่าย ทำให้โจรทั้งสองกลุ่มจากที่เกลียดกันต่างเริ่มรู้กันและเริ่มมีความเข้าอกเข้าใจกัน เห็นใจกันจนเกิดความรู้สึกดีและเป็นมิตรต่อกัน แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นคนคนละแบบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะเกิดระหว่างกลุ่มโจรทั้งสอง แล้วยังรวมไปถึงเหล่าตัวประกันคนอื่น ๆด้วย

กำกับการแสดง พจน์ อานนท์ 
ออกแบบเครื่องแต่งกาย พจน์ อานนท์, ภิรมย์ เรืองจิตการ 
กำกับภาพ ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์ 
ออกแบบงานแสง ตนัย นิ่มเจริญพงษ์ 
บันทึกเสียง ยุทธนา ทุสาวุธ 
ควบคุมความต่อเนื่อง สมลักษณ์ คุณกมลกาญจน์ 
งานศิลปกรรม ทวีศักดิ์ นกเทศ 
ธุรกิจกองถ่าย ปัญวรรณ นิ่มเจริญพงษ์ 
ผู้จัดการกองถ่าย พัชรินทร์ บุญดา 
ออกแบบงานสร้าง พจน์ อานนท์ 
อำนวยการสร้าง เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ , สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์, พจน์ อานนท์ ควบคุมและดำเนินงานสร้าง พจน์ อานนท์ 
นักแสดง วินัย ไกรบุตร จาตุรงค์ ม๊กจ๊ก ธงธง ม๊กจ๊ก โก๊ะตี๋ อารามบอย ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ แอนดรูว์-ศุภมร โคร์นิน อั๋น-วริทธิ์ โสตถิวิรัช เอส-สุเมธ แซ่ลี้ นพพล พิทักษ์โล่พานิช





ซาไกยูไนเต็ด 2547


ซาไกยูไนเต็ด จัดจำหน่ายโดย อาร์ เอส ฟิล์ม แอนด์ ดิสทริบิวชั่น
กำหนดฉาย 2 ธันวาคม 2547

เรื่องย่อ เซียนบอลนิรนามกล่าวไว้ว่า Every underdog has its dayกระทั่งทีมกระจอกที่สุด...ก็ยังมีวันของมัน การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานปีนี้ ไม่เหมือนปีไหน เมื่อปรากฏชื่อ ซาไกยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลโนเนมลงแข่งขัน ภายใต้การคุมทีมของเปาตุ๊ อดีตกรรมการบอล ที่โดนพิษพนันบอลจนต้องเลิกอาชีพ ตามปกติ ชาวเผ่าซาไก หรือที่เรียกติดปากกันว่า เงาะ จะไม่ชอบการเดินทางไกล ไม่นิยมคบหาคนภายนอก แต่ครั้งนี้นักเตะสิบเอ็ดตัวดำ ๆ ยอมเดินทางไกล ออกจาก อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะหวังจะชิงชัยคว้าถ้วยแชมป์ฟุตบอลพระราชทาน นำทีมโดย มะม่วง กัปตันทีมซาไกยูไนเต็ด ลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่า เป็นผู้แบกรับความหวังที่จะเอาถ้วยแชมป์กลับมาหมู่บ้านให้จงได้ นอกจากฝีเท้าถึงแต่ดันไม่รู้ตัวพลพรรคนักเตะ ซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนยังพกเอาบุคลิกใสซื่อ เฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน อย่าง กระซู่ กองหน้าสุดหล่อ (ในสายตาตัวเอง) ชอบหญิงเป็นที่สุด ลูกยาง กองหลังลมกรด อ่านทางบอลขาด แต่ขี้กลัวสุด ๆ แค่ข้ามถนนยังกลัว แล้วจะปเสียบบอลคู่ต่อสู้อย่างไรไหว พลิ้ว มิดฟิล์ดจอมเลี้ยงลูก ขี้เล่นเกินเหตุ จนก่อเรื่องบ่อย ๆ ฯลฯ พอเริ่มทัวร์นาเม้นท์การแข่งขัน แฟนบอลที่เคยคุ้นตากับร่างสูง หล่อ ทรงผมล้ำสมัยของเดวิด เบคแฮม เป็นต้องอึ้งเมื่อได้เห็นพลพรรคนักเตะทีมซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนที่วิ่งอาดๆลงสนามมา ทุกคนล้วนแต่ตัวดำเมี่ยม ล่ำบึกบึน ผมหยิกหยอย ฟอร์มการเล่นของทีม ซาไกยูไนเต็ด สะกดสายตาทุกคู่ในสนาม พวกเขาโชว์ฝีเท้าการถล่มประตูด้วยลูกยิงสุดประหลาดไม่ซ้ำแบบใคร ลีลาเลี้ยงลูกของทีมซาไกยูไนเต็ด เป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชนทุกแขนง จนพวกเขาได้รับเชิญไปออกทีวี.ทุกช่อง พูดง่าย ๆ คือ ดัง นั่นเอง เพราะภาพลักษณ์ของทีมที่ดูกระจอกมาก ๆ อาจจะเข้าติดอันดับกระจอกที่สุดในโลก ชัยชนะแต่ละนัดของทีมซาไกยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่พลิกล็อกทำเอาเซียนพนันกระเป๋าฉีกเท่านั้น แต่กระทั่ง เปาตุ๊ หัวหน้าสต๊าฟโค้ช ก็พลอยเกิดอาการ ตูอยากตาย ไปด้วยเพราะดันไปแทงเดิมพันทีมคู่ต่อสู้เอาไว้กับเขาเหมือนกัน ใกล้เข้ารอบชิงชนะเลิศเข้ามาทุกที คู่ต่อสู้เป็นทีมเต็งจ๋า ชนิดเซียนบอลทุกสำนักฟันธงว่า นอนมาตั้งแต่ในมุ้ง เปาตุ๊เองก็คิดหาหนทางจะให้ทีมซาไกยูไนเต็ดแพ้ให้งได้ เพราะหนนี้กะถอนทุนคืนในนัดเดียว แต่เปาตุ๊จะทำอย่างไรดี ? พวกเขาจะงัดเอาความเป็น ซาไกยูไนเต็ด ออกมาต่อสู้ได้หรือไม่? ศรัทธาของมะม่วงจะบรรลุผลได้หรือ? ความหวังจะคว้าถ้วยแชมป์กลับไปยังหมู่บ้านจะเป็นจริงไหม? ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับ สองตีนดำ ๆ ของพวกเขาเท่านั้น ใครจะรู้บางครั้ง ศรัทธา ก็บรรลุได้ด้วยการเตะ

นักแสดง
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
สำฤทธิ์ ไมเคิลเซน
คมสันต์ ศรีธารโต
กานต์ จันทร์น้อย
เรวัต รุ่งเรือง
เสรี เสตะบุตตะ
รุสมีห์ ลอเด็ง
เพียงศักดิ์ แก้วงาม
เกียรติศักดิ์ เกบุตร
นิพนธ์ เตยศรี
อัสมาแอล เจะแห
อรรถพล ทองคง
อังกูร เสมอใจมิตร

ขุนศึก 2546


 ขุนศึก หนังที่หยิบเอาเรื่องราวจากบันเทิงคดีชื่อดังมาดัดแปลงสร้างเป็นหนังเอพิคเรื่องยิ่งใหญ่ กับการตีแผ่เรื่องราวสอดแทรกเชิงประวัติศาสตร์ของไทย ผ่านมุมมองของชายที่ชื่อว่า เสมา

ขุนศึก เป็นเรื่องราวก่อนวันประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในยามนั้น พระเจ้าบุเรงนอง วางอุบายหมายลอบปลงพระชนม์ ซึ่งยังความโทมนัสให้แก่สมเด็จพระนเรศวรอย่างมาก เมื่อจาตุรงคบาทนักรบประกบฝีเท้าช้างคนหนึ่งต้องพลีชีพเพื่อพระองค์ในกาลนี้

เสมา ลูกชายช่างตีดาบ ซึ่งเดินทางกลับจากเรียนวิชาดาบกับ อาจารย์ขุน เข้าประลองแข่งขันในการหาจาตุรงคบาทคนใหม่ ด้วยความที่เขามีฝีมือดาบอันโดดเด่น จึงได้รับตำแหน่งครูฝึกทหารในเรือน ขุนราม แต่นั่นถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีของ หมู่ขัน นายทหารเอกของกรุงศรี ที่ติดภาระต้องไปประจำการที่ด่านหน้า เขาไม่พอใจในตัวลูกช่างตีดาบคนนี้มาก และรอวันที่จะได้ตัดสินกันอย่างแท้จริง

ความแค้นยิ่งทวีคูณมากขึ้น เมื่อเรไร คู่หมั้นของหมู่ขัน เกิดชอบพอกับเสมา หมู่ขันโกรธแค้นมาก จึงจับตัวจำเรียง น้องสาวของเสมาไปเป็นทาสขัดดอก คืนนั้น เสมา พร้อมเพื่อนอีกสองคน ตัดสินใจบุกเรือนหมู่ขัน เพื่อนำตัวจำเรียงกลับมา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกลอุบายของหมู่ขัน จนต้องหนีเข้าไปอยู่ในกองโจรของ ขุนรณฤทธิ์พิชัย หมู่ขันสบโอกาส จึงประกาศว่า เสมาเป็นกบฎ

ขณะที่อยู่กับพวกกองโจร เสมา และกลุ่มกองโจรช่วยกันสกัดทัพหน้าของพม่าที่บุกเข้ามา ครั้งหนึ่ง เสมา ได้มีโอกาสได้เข้าช่วย พระเอกาทศรถ ในการศึก และได้ลดโทษไปเป็น ตะพุ่น เลี้ยงช้าง ที่นั่น เสมา ได้เรียนรู้ถึงหัวใจของนักรบ เมื่อเขาทราบข่าวการยกทัพครั้งใหญ่ของพม่า เสมาทนเห็นทหารไทยถูกเข่นฆ่าอีกไม่ได้ จึงเข้าไปช่วยในสนามรบ กระทั่งสามารถฆ่าแม่ทัพพม่าลงได้ จึงได้รับความดีความชอบกลับมา และวันแห่งการตัดสินฝีมืออย่างแท้จริงระหว่างเสมา กับหมู่ขันก็มาถึง เมื่อทั้งสองได้ประลองฝีมือต่อหน้าพระที่นั่ง เพื่อหาผู้ที่เหมาะกับตำแหน่งจาตุรงคบาท นักรบประกบฝีเท้าช้างของสมเด็จพระนเรศวร ในการศึกยุทธหัตถีครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกษัตริย์สองแผ่นดิน

ทวารยังหวานอยู่ 2547


ในปี พ.ศ. 2525 ปีแห่งการสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี กรุงเทพฯ ยังสดใสไร้เดียงสาอยู่กับแฟชั่นสีสันหวานแหวว เสียงเพลงจากวงสตริง และหนังทีวีกำลังภายใน กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง มือกลองหนุ่ม "เบ๊" (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) ศิษย์โปรด "อาจารย์ตึ่งโป๊ะ" (ปราณี กี่บุตร) สำนักกลองเทวดา ที่พยายามฝึกวิชากลองเทวดาให้ถึงขั้นสิบ แต่ระหว่างนั้นเขากลับพบว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าคนตายจนต้องหลบหนีการไล่ล่าของนักสืบมือปราบ "ไอ้หูดำ" (นิพนธ์ ชัยศิริกุล) ที่มี "ซื่อบื้อ" สุนัขดมกลิ่นเป็นผู้ชี้เบาะแส เบ๊พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ทุกคนรู้ โดยมี "ต้น" (นันทกา วรวณิชชานันท์) ศิษย์พี่ร่วมสำนักกลองเทวดาคอยให้กำลังใจและช่วยเหลือ จนต้นกับเบ๊เกิดความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างหนีเอาตัวรอด เบ๊ได้พบเจอผู้คน และเรื่องราวพลิกผันมากมาย หลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเบ๊ จนกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุคนี้ อย่างไรก็ตามเบ๊มีนัดสำคัญที่รอคอยมาตลอดชีวิต คือ วันดวลกลองกับตัวแทนของสำนักกลองพญายม ผู้มีฝีมือสูงส่งเลิศล้ำ ถึงเวลาแล้วที่ความแค้นยาวนานต้องชำระ

ทวิภพ พ.ศ. 2547

เรื่องราวของหญิงสาวไทยยุคปัจจุบันที่หลงมิติไปอยู่ในสยาม สมัยแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกพยายามจะเข้ามายึดครอง
บันทึกโบราณฉบับหนึ่งถูกค้นพบในคืนฝนตกฟ้าคะนองคืนหนึ่งที่ชานกรุงปารีส… บันทึกภาษาฝรั่งเศสนี้ถูกนำมาตรวจสอบยัง ซอร์บอนแห่งมหาวิทยาลัยปารีส คือ ‘Yoyageurs’ บันทึกต้องห้ามที่เขียนขึ้นโดย ฟรองซัว ซาเวีย นักเดินทางและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เขียนขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มณีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ 6 สาขาประวัติศาสตร์ ประจำสถานทูตไทยที่นครปารีส ถูกเรียกตัวด่วนในคืนนั้นในฐานะตัวแทนผู้เกี่ยวข้องของสยามประเทศ อันเป็นที่มาบันทึก แม้ว่า ‘Yoyageurs’ จะถูกจัดระดับความสำคัญเพียงนิยายไร้สาระ แต่ในความคิดของเธอ มันเป็นสิ่งที่น่าค้นหา และเธอล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนแห่งความลับที่ถูกกำหนดไว้จากบันทึกนี้ ดินแดนที่เธอไม่เชื่อว่าเป็นจริงเมื่อแยกจากโลกปัจจุบัน…เธอต้องกลับประเทศไทยด้วยเหตุผลบางประการ ที่บ้านเกิดในเมืองไทย เธอสับสนและแยกแยะไม่ออกว่า ตัวเธออยู่ในความจริงอันใด “วันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้ หรือ วันนี้คืออนาคตของเมื่อวาน” มณีจันทร์ เธอจะอยู่ในตำแหน่งไหน หลายครั้งที่เธอคิดอยู่เสมอว่าเธอเป็นต้นเหตุของบันทึกเสียเองหรือไม่ และการเดินทางครั้งใหม่ของเธอก็เริ่มขึ้น