วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569

พระยาสรรค์เป็นกบฏ

พระยาสรรค์เป็นกบฏ

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ พระวิชิตณรงค์ (หรือพระพิชิตณรงค์) ที่รับผูกขาดภาษี ขึ้นไปเร่งรัดเรียกเก็บภาษีราษฎรที่กรุงเก่า ราษฎรถูกเร่งรัดเรียกเก็บภาษีโดยไม่เป็นธรรม ความร้อนรนหนักเข้า จึง นายบุนนาก ผู้เป็นหัวหน้าอยู่บ้านแม่ลา (ซึ่งในปัจจุบันเป็นท้องที่อำเภอนครหลวง แขวงกรุงเก่า ) เป็นหัวหน้า หลวงสุระ (หรือขุนสุระ ) และ หลวงชะนะ (หรือขุนชะนะ) ชักชวนชาวบ้านเข้าเป็นพรรคพวก ยกลงมาจับพระวิชิตณรงค์ และกรมการฆ่าเสียหลายนาย อีกทั้งเผาบ้านผู้รักษากรุง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้ พระยาสรรค์ ไปจับกุมพวกบ้านแม่ลา แต่ในกลุ่มจราจลในครั้งนั้นมีขุนแก้ว (น้องพระยาสรรค์ ) รวมอยู่ด้วย พระยาสรรค์ถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นพวกนายบุนนาก จากนั้นได้ก่อการโดยให้พระยาสรรค์เป็นแม่ทัพ ยกไพร่พลลงมาโดยทางเรือหมายจะยึดกรุงธนบุรี โดยอ้างเหตุผลว่าบ้านเมืองเป็นกลียุค 

พระยาสรรค์พร้อมด้วยพวกกบฏยกทัพลงมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2324  ลอบเข้ามาในเวลาค่ำ

พอถึงก็ยกเข้าปล้นพระราชวัง ระดมยิงปืน ลูกปืนตกในกำแพงพระราชวัง (เวลานั้นตั้งอยู่ในแนวคลองนครบาล คือคลองเหนือวัดอรุณราชวราราม) เสียงสนั่นหวั่นไหว ผู้คนภายในกำแพงตื่นตระหนกตกใจ ร้องกันอื้ออึงไม่เป็นศัพท์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังบรรทมหลับสนิท ตกพระทัยตื่นคว้าได้พระแสง เสด็จขึ้นบนพระที่นั่งเย็น ตรัสตะโกนเรียกฝรั่งที่ป้อมวิชัยประสิทธิ รับสั่งให้ยิงปืนใหญ่ต่อสู้พวกกบฏ ทางฝ่ายพวกกบฏทำการต่อสู้กับพวกทหารที่รักษาป้อมล้อมวังอยู่จนรุ่งเช้า ก็ยังหักเอาพระราชวังมิได้ และพวกรักษาหน้าที่ก็ไม่เต็มใจจะต่อสู้กับพวกกบฏ มิฉะนั้นจะทำการขับไล่หรือจับกุมได้แล้วแต่ก่อนสว่างนั้นแล้ว และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธยิ่งนัก เมื่อได้ทราบว่าพระยาสรรค์ซึ่งใช้ให้ไปสืบสาวเรื่องราวเอาตัวพวกกบฏ กลับมาเป็นหัวกบฏเสียเอง รับสั่งให้ไปจับกุมบุตร ภรรยา มาขังไว้ แล้วเสด็จเข้าไปฟันประตูที่คุมขังผู้ต้องโทษหญิงปล่อยตัวให้เป็นอิสระหมด ส่วนที่ป้อมวิชัยประสิทธิปากคลองบางหลวงนั้น พระยาธิเบศร์ฯ พระยารามัญ (มะซอน บรรพบุรุษสกุลศรีเพ็ญ) และพระยาอำมาตย์ให้ลากปืนจ่ารงค์ขึ้นป้อม ต่อสู้ป้องกันพวกกบฏมิให้ลุกล้ำเข้าในพระนครทางด้านนั้นได้

พอสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จออกจากข้างใน กลับออกไปมีรับสั่งว่า “ สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย ” ข้าราชการที่จงรักภักดีต่อพระองค์อยู่อย่างแท้จริง เมื่อได้ฟังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสออกมาเช่นนั้น ต่างก็พากันเศร้าใจไปตามๆ กัน พระยาทั้งสามคือพระยาธิเบศร์บริรักษ์ พระยารามัญ และพระยาอำมาตย์ ถึงกับกราบบังคมทูลด้วยน้ำตาว่า “ ถ้าเสด็จพ่อมิให้ลูกต่อสู้ด้วยพวกกบฏแล้ว ลูกก็จะขอตายด้วยเจ้าข้าวแดง ขอตายกับเสด็จพ่อด้วย ” เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสห้ามมิให้ต่อสู้ด้วยพวกกบฏนั้น ก็เพราะพระองค์เห็นว่าสู้ไม่ไหวแน่แล้ว จึงให้ไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ กับพระพิมลธรรม พระรัตนมณี (หรือพระรัตนมุนี) ให้ออกไปเจรจายอมแพ้แก่พวกกบฏ พระยาสรรค์จึงให้พระสมณะทูตกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า “ถ้าเสด็จพ่อยอมอ่อนน้อมเช่นนั้นก็ชอบแล้ว พระคุณเจ้าทั้งสามจงถวายพระพรให้ทรงผนวชเสียสักสามเดือน เพื่อชำระพระเคราะห์เมือง ” สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยอมรับที่จะปฏิบัติตาม ในการรบพุ่งกันครั้งนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องเสียข้าราชการที่จงรักภักดีมั่นคงในพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ถึงสี่สิบนาย และเมื่อรับพระโอษฐ์ว่าจะผนวชแล้วก็ทรงพระสรวลตบพระเพลาแล้วตรัสว่า “เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว” (การที่พระองค์ทรงพระสรวล ตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “สมสำนวนเจ้ากรุงธนมาก”)

ครั้นแล้วสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จออกผนวช ณ พัทธสีมาวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2324 เพลาสามทุ่ม (แต่ภารดี มหาขันธ์ , 2526 : 34 กล่าวว่าเป็นเวลา 3 โมงเช้า) ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2325 พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี 4 เดือน ( จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ฯ , หน้า 17 ทรงบันทึกไว้ว่า “ พระยาสรรค์ให้นิมนต์พระราชาคณะให้ถวายพระพร ให้ทรงบรรพชาชำระพระเคราะห์เมือง 3 เดือน ทรงพระสรวลตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว ให้เชิญพระกรรบิด (หรือพระแสงกรรบิด หมายถึง มีดโกน, สุทธิ ภิบาลแทน, ม.ป.ป. : 56) ออกไป เพลา 3 โมง เข้าทรงบรรพชา ณ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี กับ 4 เดือน ทรงผนวช ”) การทรงผนวชของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้งนี้ เป็นการทรงผนวชตามคำขอของพระยาสรรค์ เพื่อเสดาะพระเคราะห์เสียสักสามเดือน การทรงผนวชของพระองค์ที่วัดอรุณราชวราราม นี้ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องคุมตัวพร้อมทั้งพระราชโอรส ที่ยังทรงพระเยาว์ (พระพงษ์นรินทร์ หรือเจ้าฟ้าทัศน์พงศ์) ส่วนพระญาติพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น พระยาสรรค์ให้จำเอาไว้ทั้งหมด แล้วพระยาสรรค์ให้ประกาศแก่บรรดาข้าราชการ ทั้งปวงว่า จะรักษาราชการไว้รอท่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ข้าราชการทั้งหลายก็สงบอยู่ไม่มีปฏิกิริยาอันใด ยอมให้พระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการในระหว่างนั้น

เมื่อพระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้นได้ออกว่าราชการแผ่นดิน ณ ท้องพระโรงในพระราชวัง ได้สั่งให้ปล่อยข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และราษฎรที่ถูกเวรจำขังโดยพระราชอาญาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกเสียทั้งสิ้น เหตุการณ์ในตอนนี้เป็นการเปิดโอกาสให้กรุงธนบุรีเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เสมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป พวกราษฎรที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์โดยไม่มีความผิด ครั้นถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว คุมแค้นพวกที่เป็นโจทก์ฟ้องร้องทำให้ตนต้องได้รับโทษเป็นกำลัง และเมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกทรงผนวชไม่มีพระราชอำนาจแล้ว ต่างก็พากันชวนเที่ยวจับกุม พวกโจทก์ มีพันสี พัน ล า เป็นตัวการสำคัญ ฆ่าฟันเสียให้สาสมกับความแค้นเป็นอันมาก พวกโจทก์หนีไปซุ่มซ่อนอยู่ตามวัดบ้าง ตามหมู่บ้านทุกหนทุกแห่งที่หนีรอดเหลืออยู่มีน้อย ที่ล้มตายนั้นมาก ในกรุงธนบุรีเกิดมีการฆ่าฟันกันตายทุกวันมิได้ขาด ใครจะฆ่าใครตามชอบใจก็ได้ ไม่มีเจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำผิดไปลงโทษ

ส่วนพระยาสรรค์ผู้สำเร็จราชการนั้น ครั้นเป็นผู้คุมอำนาจไว้ได้เต็มที่แล้ว ก็ให้กระหยิ่มใจกำเริบเห็นทีจะนึกครึ้มใจ อยากจะฟังละครร้องของหลวงขึ้นมาบ้าง คือเพียงอยากฟังเท่านั้นไม่ใช่ต้องการเห็นตัวละครผู้ร้องรำทำเพลงด้วย จึงสั่งให้พวกละครเล่นให้ฟังข้างใน แล้วออกมานอนเล่นฟังเสียงร้องอยู่ข้างนอก และการรักษาราชการแผ่นดินอยู่ก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป ก็ยิ่งทำให้พระยาสรรค์มีใจกำเริบยิ่งขึ้น แต่ยังเกรงกลัวสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอยู่

พระยาสรรค์จึงคิดหาลู่ทางที่จะกำจัดสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสีย ก็เห็นแต่กรมขุนอนุรักษ์สงคราม หรือเจ้ารามลักษณ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้านายผู้ใหญ่ซึ่งตนได้สั่งให้เอาไปจำไว้เมื่อยึดอำนาจได้ ถ้าได้ตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามเป็นหัวหน้าไว้ คอยจัดการต่อสู้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับเข้ามา ก็จะเป็นกำลังสำคัญทำการกำจัดได้ พระยาสรรค์จึงลอบไปคิดอ่านกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามให้รับทำการในครั้งนี้ ส่วนเงินทองที่จะใช้ในการหากำลังปราบปรามจะเอาพระราชทรัพย์ในพระคลังหลวงออกจ่ายให้จนพอเพียง กรมขุนอนุรักษ์สงครามก็รับเป็นหัวหน้าจัดทำตามความประสงค์ของพระยาสรรค์

แล้วพระยาสรรค์ก็ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามพร้อมด้วยมอบทรัพย์ของหลวงออกไปเที่ยวหาสมัครพรรคพวก เกลี้ยกล่อมได้พระยามหาเสนา พระยารามัญวงศ์ หรือจักรีมอญ (เดิมชื่อหลวงบำเรอภักดิ์ เป็นพี่ชายท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ ) และ พระยากลางเมือง นายกองมอญ เป็นต้น ส่วนพระยาสรรค์ทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นในเหตุการณ์นี้เลย พวกที่อยากได้เงินครั้นถูกเกลี้ยกล่อม ก็พากันมาเข้าเป็นสมัครพรรคพวกเป็นอันมาก แต่การตั้งตัวเป็นหัวหน้าของ กรมขุนอนุรักษ์สงครามนั้นเห็นจะไม่ซื่อตรงต่อพระยาสรรค์นัก เพราะเมื่อได้สมัครพรรคพวกเป็นของตัวมากเข้า ก็คิดจะชิงเอากรุงธนบุรีเป็นที่มั่นเสียก่อน และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกกองทัพกลับเข้ามา ก็จะได้ทำการต่อสู้ได้ดีกว่าไม่มีที่มั่นแข็งแรงไว้ทำการ

ในขณะที่ในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลพระยาสรรค์เข้ายึดอำนาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยังทำการปราบกบฏเขมรอยู่ ฟ้าทะละหะ (มู) หนีไปเมืองญวน ขอให้ญวนช่วย และเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพติดตามฟ้าทะละหะ เจ้าพระยาสุรสีห์ทราบว่ามีกองทัพญวนขึ้นมาตั้งอยู่ ที่เมืองพนมเปญ จึงตั้งทัพรอฟังคำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ว่าจะให้รบกับญวนหรือไม่

พระยาสรรค์คุมอำนาจในกรุงธนบุรี ได้ 2 สัปดาห์ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ผู้ครองเมืองนครราชสีมา (เป็นหลานของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ต่อมาได้เป็นกรมพระราชวังหลังในสมัยรัชกาลที่ 1) ได้ทราบข่าวว่าในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลขึ้น จึงออกไปเมืองเสียมราฐ แจ้งข่าวราชการแผ่นดินให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ทราบ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ จึงให้พระยาสุริยอภัยยกกองทัพลงไปกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกกองทัพใหญ่ตามลงไปทีหลัง พระยาสุริยอภัยก็กลับมายังเมืองนครราชสีมา ให้พระยาอภัยสุริยาปลัดผู้น้อง อยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดกองทัพได้พล 3,000 เศษ เร่งรีบยกลงมายังกรุงธนบุรี

กองทัพเมืองนครราชสีมามาถึงกรุงธนบุรี วันศุกร์ เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ เป็นเวลาที่พระยาสรรค์ได้เข้ายึดอำนาจไว้ได้แล้ว และได้นั่งเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว มาทันเหตุการณ์ที่กรมขุนอนุรักษ์สงครามยังไม่ทันเข้ายึดเอาราชธานีเป็นที่มั่น ครั้นพระยาสุริยอภัยนำทัพเข้ามาถึงเขตกรุงธนบุรีแล้ว จึงเข้าหยุดชุมนุมทัพอยู่ที่บ้านเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่

ในขณะนั้นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง แตกออกเป็นสองพวก ที่ได้บำเหน็จรางวัลก็เข้าเป็นพวกพระยาสรรค์ ที่ยังถือบุญญาบารมีของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ก็มิได้รับรางวัลของพระยาสรรค์ โอนมาเข้าเป็นพวกข้างพระยาสุริยอภัย ฝ่ายพระยาสรรค์ เมื่อเห็นว่าพระยาสุริยอภัยยกกองทัพเข้ามาถึงก็มีความตกใจ เกรงความที่คิดไว้จะแพร่งพราย จึงนัดหมายกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามและพรรคพวกเมื่อวันอังคาร เดือน 5 แรม 5 ค่ำ (วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2325 , จรรยา ประชิตโรมรัน, 2543 : 239) ให้ยกพลขึ้นไปปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่ ในค่ำวันนั้นเวลาเที่ยงคืน แต่กรมขุนอนุรักษ์สงครามมีรี้พลน้อย เพราะชาวพระนครไม่เข้าด้วย ได้แต่พวกมอญในกองพระยารามัญและพระยากลางเมืองเป็นพื้น ยกขึ้นไปถึงบ้านปูนข้างใต้สวนมังคุด เห็นเป็นเวลาลมสำเภาพัดกล้า ได้ทีก็ให้เอาไฟจุดเผาบ้านเรือนราษฎรที่บ้านปูน ให้ไฟไหม้ลุกลามขึ้นไปยังคฤหาส ถ์นิวาศน์ สถานของพระยาสุริยอภัย แล้วให้ทหารโอบขึ้นไปทางด้านตะวันตกจนถึงวัดบางหว้าน้อย ให้ยิงปืนเข้าไปในบ้านพระยาสุริย อภัย ฝ่ายพระยาสุริยอภัยไม่ทันรู้ตัว จึงสั่งให้ไพร่พลออกต่อสู้ให้วางปืนตับ ทั้งสองฝ่ายยิงปืนโต้ตอบกันอยู่ ครั้นเห็นไฟไหม้ขึ้นมาทางด้านใต้จวนจะถึงบ้านที่อยู่ก็ตกใจ พระยาสุริยอภัยจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญศีลทานการกุศลใดๆ ก็ตั้งใจปรารถนาพระโพธิญาณอย่างเดียว เดชะอำนาจความสัตย์นี้ขอจงยังพระพายให้พัดกลับไป อย่าให้เพลิงไหม้มาถึงบ้านเรือนของข้าพเจ้าเลย ” พอขาดคำอธิษฐานก็พลันบันดาลให้ลมพัดกลับไปทางทิศอื่นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง หาได้ไหม้ไปถึงสวนมังคุดไม่ พวกไพร่พลของพระยาสุริยอภัยก็พากันมีใจต่อสู้ข้าศึก และเมื่อเกิดรบกันขึ้นนั้น

เจ้าศิริรจนา หรือ เจ้าศรีอโนชา ท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาสุรสีห์ (ท่านเป็นธิดาในเจ้าฟ้าแก้ว และเป็นน้องสาวของพระยากาวิละ หรือเจ้ากาวิละ แห่งเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปางในขณะนั้น) ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือกำแพงพระนครฝั่งตะวันออก ปากคลองบางลำภู มีความกล้าหาญเป็นวีรสตรีและความเป็นศรีภริยาของเจ้าพระยาเสือยิ่งนัก ทราบว่ามีโจรมาปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย จึงเรียกพระยาเจ่ง พระยาราม นายกองมอญอีกพวกหนึ่งเข้ามาปรึกษาหาทางช่วยเหลือ

ฝ่ายพระยาสรรค์ครั้นทราบว่าพระยาสุริยอภัยจับตัวกรมขุนอนุรักษ์ได้แล้ว ก็ให้วิตกเกรงว่าจะโดนเข้าซัดทอดด้วย แต่มิรู้ที่จะทำประการใด เมื่อความคิดที่คิดไว้ไม่สมหวังก็ได้แต่นิ่งสงบอยู่ภายในพระราชวัง เกรงภัยจะบังเกิดขึ้น แต่ตัวเอง คิดปลอบตัวเองอยู่ว่าการทำการอุดหนุนกรมขุนอนุรักษ์สงครามครั้งนี้เป็นความลับอยู่ ถึงจะมีผู้สงสัย และรู้เห็นในการที่ตัวนำทัพออกช่วยเหลือ ก็เห็นจะพอแก้ตัวได้

ส่วนขุนแก้วตอนนี้เห็นทีจะผิดใจกับพี่ชาย (พระยาสรรค์) รวมทั้งขุนสุระและนายบุนนากคู่คิดเดิมด้วย ไม่ปรากฏว่าได้สมรู้ร่วมคิดด้วยในความคิดมักใหญ่ ใฝ่สูงของพระยาสรรค์ด้วย ปรากฎแต่ว่าตัวขุนแก้วเองได้คุมสมัครพรรคพวกลากปืนใหญ่ออกมาช่วย พระยาสุริยอภัยทำการต่อสู้กับทัพของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม

ฝ่ายพระยาสุริยอภัย ครั้นจับตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามคุมขังไว้แล้ว ก็สั่งให้ตั้งค่ายที่สวนมังคุดรายไปจนถึงคลองนครบาลอันเป็นเขตพระราชวัง แล้วให้สึกสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่กักขังไว้ใกล้พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม นำมากักขังไว้ที่ค่าย โดยมีความประสงค์ที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุขึ้นได้อีก

พระยาสรรค์ก็ไม่กล้าจัดการประการใด พระยาสุริยอภัยมีไพร่พลมาจากเมืองนครราชสีมาเพียง 3,000 คน มีคนของกองพระยามอญทั้งสองอีกเพียงเล็กน้อย การที่จะหักเอาพระนคร เห็นยากนักก็ตั้งคุมเชิงรอสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อยู่

ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตั้งแต่ให้พระยาสุริยอภัยกลับเข้ามายังกรุงธนบุรี แล้วก็คอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองเสียมราฐ พอได้ข่าวว่าเกิดกบฏขึ้นในกรุงธนบุรี ก็มีความห่วงใยถึงบ้านเมืองและประชาราษฎรยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายการศึกให้เจ้าพระยาสุรสีห์บังคับบัญชา พร้อมกันนั้นก็มีคำสั่งให้กองทัพเขมรล้อม กองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ ไว้ก่อน (พงศาวดารญวน ฉบับนาย หยง แปล เล่ม 2 หน้า 382 และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 65 หน้า 95) แล้วบอกไปถึงพระยาธรรมา ซึ่งตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำแพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศร์จำไว้ครบ แล้วให้เลิกทัพตามเข้ามายังพระนคร

พระยาสุริยอภัยครั้นทราบว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จมาถึงแล้วก็ดีใจ ทั้งได้ปลูกพลับพลาไว้ต้อนรับที่ริมสะพานท่าน้ำวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) คือสร้างพลับพลาเป็นที่ประทับที่ตรงพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย และบริเวณระหว่างท่าช้างวังหลวงกับท่าเตียน แต่งเรือพระที่นั่งกราบไว้คอยรับเสด็จ และท้าวทรงกันดารทองมอญซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในพระราชวัง ก็ลงเรือมาคอยรับเสด็จด้วย

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ครั้นมาถึงพลับพลาแล้ว ก็คงพักแรมอยู่ที่พลับพลาที่พระยาสุริยอภัยสร้างเตรียมไว้ให้ และใช้พลับพลานี้เป็นที่ประชุมขุนนางข้าราชการ และวินิจฉัยกรณีจลาจลและกบฏในพระนคร พลับพลาที่ใช้ในราชการครั้งนี้ยังคงมีชื่อว่าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย

ขณะนั้นพระยาสรรค์ก็ยังอยู่ในพระราชวัง มิได้ทำการขัดขวางแต่ประการใด มีข้าราชการมาคอยต้อนรับแสดงความอ่อนน้อมยินดีโดยพร้อมเพรียงกันเป็นจำนวนมาก ที่จริงเพราะข้าราชการเหล่านี้ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า พระยาสรรค์ประกาศตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินชั่วคราว เพื่อรักษาบ้านเมืองไว้ถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ อยู่แล้ว ข้าราชการทั้งหลายจึงไม่มีกิริยา กระด้างกระเดื่องแต่อย่างใด ฝ่ายพระยาสรรค์และพรรคพวกก็ให้รู้สึกเกรงกลัวพระเดชานุภาพ ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นกำลัง มิรู้ที่จะหนีหรือต่อสู้ประการใด เมื่อจนตรอกเข้าแล้วก็มาเฝ้ากราบถวายบังคม พร้อมด้วยขุนนางข้าราชการทั้งปวง ปลอบใจตนเองยอมสู้หน้าไม่คิดหนี ทั้งๆ ที่ตนเองรู้ตัวว่าเป็นผู้มีความคิด อย่างใหญ่หลวงอยู่ อย่างไรเสียกรมขุนอนุรักษ์สงคราม เมื่อถูกนำตัวมาปรึกษาโทษจะต้องให้การซัดทอดถึงตน

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงทรงปราศัยไต่ถาม จนได้มูลเหตุแต่เดิมมาจนถึงการก่อการจลาจล โดยละเอียดตั้งแต่ต้น แล้วตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลายว่า “ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นอาสัตย์อาธรรม ดังนั้นแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด ” มุขมนตรีทั้งหลายจึงปรึกษากันและกราบทูลว่า “ พระเจ้าแผ่นดินลุสุจริตธรรมเสีย แล้วประพฤติทุจริตฉะนี้ เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ควรให้สำเร็จโทษเสีย ” แล้วพิจารณาโทษของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ให้การซัดทอดถึงพระยาสรรค์และผู้ร่วมคิด เมื่อได้ความเป็นสัตย์ทั้งมหาอุปราชแผ่นดินกรุงธนบุรี ผู้สำเร็จราชการและพรรคพวกที่ก่อให้เกิดการสู้รบกันขึ้น ก็ได้รับการพิจารณาโทษตามความผิดหมดทุกคน

ส่วนองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คงจะเสียพระทัยมิใช่น้อย คงจะรำลึกถึงเรื่องส่วนพระองค์ที่มิใช่เป็นราชการ ก็มีความสัมพันธ์กันมิใช่น้อย โดยได้ถวายธิดาคนหนึ่งได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามในพระองค์ท่าน อีกทั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระคุณความดีต่อชาติบ้านเมืองเป็นอเนกอนันต์ แต่หากในขณะนั้นบ้านเมืองไม่ปกติ มีปัญหามากมายทั้งด้านการศึกสงคราม การเศรษฐกิจ การศาสนา การปกครอง ฯลฯ เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ พร้อมทั้งสิ่งแวดล้อมกดดัน และตามราชประเพณีที่ได้เคยปฏิบัติกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา 

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324

 เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324

ตั้งแต่สงครามอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือแล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีมักเสด็จไปนั่งกรรมฐาน ที่วัดบางยี่เรือ (วัดอินทราราม) ซึ่งได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เนืองๆ แล้วติดพระทัยในการนั่งกรรมฐานยิ่งขึ้น พระอารมณ์ก็ฟั่นเฟือน เกิดมีอาการดุร้ายยิ่งกว่าแต่ก่อนโดยลำดับมา ครั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกทัพไปเมืองเขมรแล้วไม่ช้า ทางนี้พระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีสัญญาวิปลาส เกิดสำคัญพระองค์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีรับสั่งให้พระราชาคณะทั้งปวงมาประชุมกันในโรงพระแก้ว (ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตครั้งกรุงธนบุรี คือวิหารหลังเล็กข้างใต้ คู่กับพระอุโบสถเก่า อยู่ริมแม่น้ำแขวงพระปรางค์วัดอรุณฯ) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2324 แล้วเสด็จออก มีรับสั่งถามพระราชาคณะว่า พระภิกษุอันเป็นปุถุชนจะกราบไหว้คฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้นจะได้หรือไม่ประการใด พระราชาคณะโดยมากพากันกลัวพระราชอาญาถวายพระพรว่าไหว้ได้ แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่กับพระพิมลธรรมวัดโพธาราม และพระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (สามวัดที่กล่าวมานี้คือ วัดระฆัง วัดพระเชตุพน และวัดอมรินทร์ตามลำดับ) 3 องค์นี้ถือวินัยมั่นคงไม่ครั่นคร้ามต่อพระราชอาญา ถวายพระพรว่าถึงคฤหัสถ์จะเป็นพระโสดาบัน เพศก็ยังต่ำกว่าพระภิกษุปุถุชนอันทรงผ้ากาสาวพัสตร์และจตุปาริสุทธศีล เพราะฉะนั้นที่พระภิกษุจะกราบไหว้คฤหัสถ์หาควรไม่

พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสว่าพระราชคณะทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไหว้ได้โดยมาก แต่สามองค์ยังบังอาจโต้แย้งฝ่าฝืนถวายพระพรให้ผิดพระบาลี จึงมีรับสั่งให้ถอดเสียจากสมณศักดิ์ แล้วให้เอาตัวสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะ 2 องค์ที่ถูกถอดนั้น กับพระภิกษุซึ่งเป็นฐานนานุกรมและอันเตวาสิกลัทธิวิหาริกรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 รูปไปลงพระอาญาที่วัดหงส์ ให้ตีหลังสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะองค์ละ 100 ที ฐานะเปรียญองค์ละ 50 ที พระอันดับองค์ละ 30 ที แล้วให้เอาตัวขังไว้ ขนอาจม ของโสโครกที่วัดหงส์ทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์เข้าเฝ้าหมอบกราบถวายบังคมเหมือนข้าราชการฝ่ายฆาราวาสทั้งปวง

ความวิปริตเกิดขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อทราบไปถึงไหนคนทั้งหลายก็พากันตกใจ เห็นว่าเกิดวิปริตขึ้นในบ้านเมือง บางพวกก็โกรธแค้น บางพวกก็พากันสงสารพระสงฆ์ซึ่งต้องรับพระราชอาญา ถึงเข้าขอให้ตีแทนตนก็มี เกิดโกลาหลสะดุ้งสะเทือนทั่วไปทั้งพระนคร ครั้นต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรีซ้ำมีอาการเกิดทรงระแวงว่าข้าราชการพากันลอบลักพระราชทรัพย์ ให้โบยตีจำจองและบางทีก็เอาตัวผู้ต้องหาขึ้นย่างไฟจะให้รับเป็นสัตย์ แล้วพระราชทานรางวัลผู้ที่โจทก์ฟ้องร้อง ยกเป็นบำเหน็จความชอบในราชการ ก็เลยเป็นเหตุให้พาลแกล้งใส่ความฟ้องผู้อื่นชุกชุมขึ้น มีคนต้องโทษกักขังเฆี่ยนตี และประหารชีวิตมากขึ้นทุกที (จรรยา ประชิตโรมรัน , 2543 : 234-236)

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี (2310–2325)


ลำดับเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี (2310–2325)พ.ศ. 2310
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราชครั้งที่ 2 ให้กับกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ พระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ขณะมีพระชนมายุได้ 33 พรรษา และสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่แทนกรุงศรีอยุธยา เกิดสงครามกับพม่าที่บางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม

พ.ศ. 2311
เริ่มปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จ ปราบชุมนุมเจ้าพิมายสำเร็จเป็นชุมนุมแรก เกิดการระบาดของหนู

พ.ศ. 2312
ปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชสำเร็จ ยกทัพไปตีเขมรครั้งแรกแต่ไม่สำเร็จ
อัญเชิญพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชมายังกรุงธนบุรี

พ.ศ. 2313
เกิดสงครามกับพม่าที่เมืองสวางคบุรี และขับไล่ทหารพม่าเป็นผลสำเร็จ และยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ
ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์จำนวน 4 ตอน

พ.ศ. 2314
ยกทัพไปตีเขมรครั้งที่ 2 และสามารถปราบเขมรไว้ในอำนาจ นายสวนมหาดเล็กแต่งโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี เริ่มการสร้างกำแพงเมืองกรุงธนบุรี

พ.ศ. 2315
พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 1 โดยโปสุพลาแต่ไม่สำเร็จ

พ.ศ. 2316
รบชนะพม่าที่มาตีเชียงใหม่และเมืองพิชัยเป็นครั้งที่ 2 ทำให้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก

พ.ศ. 2317
รบชนะพม่าที่บางแก้ว ราชบุรี พม่าถูกจับและเสียชีวิตไปมากมาย ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ได้สำเร็จ
สมเด็จกรมพระเทพามาตย์ เสด็จสวรรคต
พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละ เมืองเชียงใหม่ เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พ.ศ. 2318
พม่ายกทัพใหญ่มาตีหัวเมืองเหนือโดยการนำทับของอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งถือเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงธนบุรี แต่ไม่สำเร็จ ทหารพม่าถูกจับเป็นเชลยหลายหมื่นคน

พ.ศ. 2319
พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ
โปรดให้สร้างสมุดภาพไตรภูมิ
ทรงรับปืนนกสับจากฟรานซิส ไลท์ จำนวน 1,400 กระบอก

พ.ศ. 2321
โปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาจักรีไปปราบเจ้าเมืองนางรอง เจ้าเมืองนางรองถูกจับประหารชีวิต และนำกองกำลังไปตีและยึดนครจำปาศักดิ์ ทำให้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองอัตตะปือ และ ดินแดนตอนใต้ของประเทศลาวตกลงมาเป็นของไทย หลังจากจบศึก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาจักรี เป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนัคราระเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์ดำรงตำแหน่งสมุหนายก

พ.ศ. 2322
โปรดเกล้าฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเวียงจันทน์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาไว้ที่ กรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐ์ไว้ที่วัดอรุณฯ ส่วนพระบางคืนไปในสมัยรัชกาลที่ 1
เกิดกบฎมหาดา

พ.ศ. 2323
เกิดจลาจลในเขมร โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระองค์เจ้าจุ้ย ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อน หลวงสรวิชิต(หน) แต่งอิเหนาคำฉันท์

พ.ศ. 2324
ส่งทัพไปปราบจลาจลในเขมร
พระยาสรรค์เป็นกบฏ

พ.ศ. 2325
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 กรุงธนบุรีสิ้นสุดลง

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ 2547



ชื่อภาษาอังกฤษ X-Man 
จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล 
กำหนดฉาย 26 สิงหาคม 2547 

เรื่องย่อ การดูหนังสือโป๊ หนังโป๊ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะความสนใจในเรื่องเซ็กส์มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์อยู่แล้ว การสืบพันธุ์หรือการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ สื่อลามกประเภทหนังสือโป๊หรือหนังโป๊ ถูกผลิตขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการทางด้านนี้ของคน โดยเฉพาะเพศชาย แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ความต้องการของผู้เสพมันเริ่มเบี่ยงเบนไปในทิศทางอื่น ๆ มากขึ้น เช่น ความต้องการและความนิยมในการดูหนังแอบถ่าย คำถามอีกข้อหนึ่งที่ตามมาก็คือ ทำไมคนถึงอยากดูสิ่งเหล่านี้? รสนิยมของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปหรืออย่างไร? หนังเรื่อง เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ อาจจะไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงหนทางการแก้ไขปัญหานี้ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังได้พยายามจะบอกก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศอยู่ใกล้กับตัวเรามากเหลือเกิน นักแสดง พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ ธีรดนัย สุวรรณหอม บงกช คงมาลัย สรณัฐ มัสยวานิช เชษฐวุฒิ วัชรคุณ เกรียงไกร อมาตยกุล


ทีมงาน กำกับภาพยนตร์ : ธนกร พงษ์สุวรรณ บทภาพยนตร์ : ธนกร พงษ์สุวรรณ, อัน จูน บี (Ahn Joon B), ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ 

กำกับภาพ : เดชา ศรีมันตะ ออกแบบงานสร้าง : พิสุทธิ์ ปริวัฒนกิจ กำกับศิลป์ : รักชาติ บุญยง 

ออกแบบเครื่องแต่งกาย : เอกศิษฏ์ มีประเสริฐสกุล แต่งหน้า : เชิดศักดิ์ ชมงาม แต่งผม : ปริญญา ปานตั้น 

ดนตรีประกอบ : ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์, อภิเชษฐ์ กำภู ณ อยุธยา 

ออกแบบเสียง : เกษมสันต์ พรหมสุภา, ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ, เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง

ปล้นนะยะ 2547


ชื่อภาษาอังกฤษ SPICY BEAUTY QUEEN IN BANGKOK
จัดจำหน่ายโดย อาร์เอส ฟิล์ม 
กำหนดฉาย 6 กุมภาพันธ์ 2547

เรื่องย่อ เรื่องราวครั้งหนึ่งในชีวิตของกะเทยสาว 4 คน 4 สไตล์ ที่ตัดสินใจร่วมมือกันปล้นเงินจากธนาคารหน้าปากซอย โดยหวังว่าเงินที่ได้จากการปล้นนั้นจะสามารถทำให้ชีวิตสาวประเภทสองของพวกเธอเติมเต็มจนสมบูรณ์ได้ แต่แผนการปล้นของพวกเธอนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะในขณะที่พวกเธอปล้นอยู่นั้นโจรวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งกลับบุกมาปล้นธนาคารนั้นพร้อมๆกัน คราวนี้เรื่องวุ่น ๆ ของการต่อสู้แก่งแย่งเงินที่ปล้นจึงเกิดขึ้น กะเทยสาว โจรมือใหม่ ที่รักความสวยความงามมากกว่าทุกอย่างในโลก ต้องเผชิญกับโจรหนุ่มและอุปสรรคต่าง ๆ รวมไปถึงตำรวจผู้ห้าวหาญที่นำพลล้อมอยู่แล้วภายนอกธนาคาร โจรสองกลุ่มประกอบด้วย แก๊งค์สวยประหารทั้ง 4 , โจรวัยรุ่นหนุ่มหน้าใส ทั้ง 4 และรปภ.ธนาคารที่ร่วมมือวางแผนปล้น ต้องติดอยู่รวมกันในธนาคาร โดยมีผจก.สาริน และลูกค้าหลากหลายอาชีพเป็นตัวประกันอยู่ แล้วเรื่องวุ่น ๆ ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อโจรทั้งสองฝ่ายต่างพยายามแย่งเงินกัน และหาวิธีหนีเอาตัวรอดจากตำรวจที่ล้อมอยู่ให้ได้ในขณะที่ฝ่ายตำรวจก็พยายามที่จะช่วยเหลือตัวประกันและบุกขจับโจรทั้งหมดให้ได้เหตุการณ์ตึงเครียดที่ตำรวจล้อมจับโจรปล้นธนาคารนี้ยืดเยื้ออยู่ถึงสามวันและโด่งดังไปทั่วเมืองกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ ทุกคนเข้าใจว่าสถานการณ์ในธนาคารนั้นคงร้ายแรงและตึงเครียดเมื่อต้องอยู่กับโจรหนุ่มในสถานการณ์วุ่น ๆ ต่าง ๆ เช่น หญิงท้องแก่กำลังจะคลอดลูกออกมา ไฟดับ ไม่มีอาหารกิน และต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขเหมือนออกค่าย ทำให้โจรทั้งสองกลุ่มจากที่เกลียดกันต่างเริ่มรู้กันและเริ่มมีความเข้าอกเข้าใจกัน เห็นใจกันจนเกิดความรู้สึกดีและเป็นมิตรต่อกัน แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นคนคนละแบบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะเกิดระหว่างกลุ่มโจรทั้งสอง แล้วยังรวมไปถึงเหล่าตัวประกันคนอื่น ๆด้วย

กำกับการแสดง พจน์ อานนท์ 
ออกแบบเครื่องแต่งกาย พจน์ อานนท์, ภิรมย์ เรืองจิตการ 
กำกับภาพ ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์ 
ออกแบบงานแสง ตนัย นิ่มเจริญพงษ์ 
บันทึกเสียง ยุทธนา ทุสาวุธ 
ควบคุมความต่อเนื่อง สมลักษณ์ คุณกมลกาญจน์ 
งานศิลปกรรม ทวีศักดิ์ นกเทศ 
ธุรกิจกองถ่าย ปัญวรรณ นิ่มเจริญพงษ์ 
ผู้จัดการกองถ่าย พัชรินทร์ บุญดา 
ออกแบบงานสร้าง พจน์ อานนท์ 
อำนวยการสร้าง เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ , สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์, พจน์ อานนท์ ควบคุมและดำเนินงานสร้าง พจน์ อานนท์ 
นักแสดง วินัย ไกรบุตร จาตุรงค์ ม๊กจ๊ก ธงธง ม๊กจ๊ก โก๊ะตี๋ อารามบอย ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ แอนดรูว์-ศุภมร โคร์นิน อั๋น-วริทธิ์ โสตถิวิรัช เอส-สุเมธ แซ่ลี้ นพพล พิทักษ์โล่พานิช





ซาไกยูไนเต็ด 2547


ซาไกยูไนเต็ด จัดจำหน่ายโดย อาร์ เอส ฟิล์ม แอนด์ ดิสทริบิวชั่น
กำหนดฉาย 2 ธันวาคม 2547

เรื่องย่อ เซียนบอลนิรนามกล่าวไว้ว่า Every underdog has its dayกระทั่งทีมกระจอกที่สุด...ก็ยังมีวันของมัน การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานปีนี้ ไม่เหมือนปีไหน เมื่อปรากฏชื่อ ซาไกยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลโนเนมลงแข่งขัน ภายใต้การคุมทีมของเปาตุ๊ อดีตกรรมการบอล ที่โดนพิษพนันบอลจนต้องเลิกอาชีพ ตามปกติ ชาวเผ่าซาไก หรือที่เรียกติดปากกันว่า เงาะ จะไม่ชอบการเดินทางไกล ไม่นิยมคบหาคนภายนอก แต่ครั้งนี้นักเตะสิบเอ็ดตัวดำ ๆ ยอมเดินทางไกล ออกจาก อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะหวังจะชิงชัยคว้าถ้วยแชมป์ฟุตบอลพระราชทาน นำทีมโดย มะม่วง กัปตันทีมซาไกยูไนเต็ด ลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่า เป็นผู้แบกรับความหวังที่จะเอาถ้วยแชมป์กลับมาหมู่บ้านให้จงได้ นอกจากฝีเท้าถึงแต่ดันไม่รู้ตัวพลพรรคนักเตะ ซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนยังพกเอาบุคลิกใสซื่อ เฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน อย่าง กระซู่ กองหน้าสุดหล่อ (ในสายตาตัวเอง) ชอบหญิงเป็นที่สุด ลูกยาง กองหลังลมกรด อ่านทางบอลขาด แต่ขี้กลัวสุด ๆ แค่ข้ามถนนยังกลัว แล้วจะปเสียบบอลคู่ต่อสู้อย่างไรไหว พลิ้ว มิดฟิล์ดจอมเลี้ยงลูก ขี้เล่นเกินเหตุ จนก่อเรื่องบ่อย ๆ ฯลฯ พอเริ่มทัวร์นาเม้นท์การแข่งขัน แฟนบอลที่เคยคุ้นตากับร่างสูง หล่อ ทรงผมล้ำสมัยของเดวิด เบคแฮม เป็นต้องอึ้งเมื่อได้เห็นพลพรรคนักเตะทีมซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนที่วิ่งอาดๆลงสนามมา ทุกคนล้วนแต่ตัวดำเมี่ยม ล่ำบึกบึน ผมหยิกหยอย ฟอร์มการเล่นของทีม ซาไกยูไนเต็ด สะกดสายตาทุกคู่ในสนาม พวกเขาโชว์ฝีเท้าการถล่มประตูด้วยลูกยิงสุดประหลาดไม่ซ้ำแบบใคร ลีลาเลี้ยงลูกของทีมซาไกยูไนเต็ด เป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชนทุกแขนง จนพวกเขาได้รับเชิญไปออกทีวี.ทุกช่อง พูดง่าย ๆ คือ ดัง นั่นเอง เพราะภาพลักษณ์ของทีมที่ดูกระจอกมาก ๆ อาจจะเข้าติดอันดับกระจอกที่สุดในโลก ชัยชนะแต่ละนัดของทีมซาไกยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่พลิกล็อกทำเอาเซียนพนันกระเป๋าฉีกเท่านั้น แต่กระทั่ง เปาตุ๊ หัวหน้าสต๊าฟโค้ช ก็พลอยเกิดอาการ ตูอยากตาย ไปด้วยเพราะดันไปแทงเดิมพันทีมคู่ต่อสู้เอาไว้กับเขาเหมือนกัน ใกล้เข้ารอบชิงชนะเลิศเข้ามาทุกที คู่ต่อสู้เป็นทีมเต็งจ๋า ชนิดเซียนบอลทุกสำนักฟันธงว่า นอนมาตั้งแต่ในมุ้ง เปาตุ๊เองก็คิดหาหนทางจะให้ทีมซาไกยูไนเต็ดแพ้ให้งได้ เพราะหนนี้กะถอนทุนคืนในนัดเดียว แต่เปาตุ๊จะทำอย่างไรดี ? พวกเขาจะงัดเอาความเป็น ซาไกยูไนเต็ด ออกมาต่อสู้ได้หรือไม่? ศรัทธาของมะม่วงจะบรรลุผลได้หรือ? ความหวังจะคว้าถ้วยแชมป์กลับไปยังหมู่บ้านจะเป็นจริงไหม? ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับ สองตีนดำ ๆ ของพวกเขาเท่านั้น ใครจะรู้บางครั้ง ศรัทธา ก็บรรลุได้ด้วยการเตะ

นักแสดง
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
สำฤทธิ์ ไมเคิลเซน
คมสันต์ ศรีธารโต
กานต์ จันทร์น้อย
เรวัต รุ่งเรือง
เสรี เสตะบุตตะ
รุสมีห์ ลอเด็ง
เพียงศักดิ์ แก้วงาม
เกียรติศักดิ์ เกบุตร
นิพนธ์ เตยศรี
อัสมาแอล เจะแห
อรรถพล ทองคง
อังกูร เสมอใจมิตร