พระยาสรรค์เป็นกบฏ
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ พระวิชิตณรงค์ (หรือพระพิชิตณรงค์) ที่รับผูกขาดภาษี ขึ้นไปเร่งรัดเรียกเก็บภาษีราษฎรที่กรุงเก่า ราษฎรถูกเร่งรัดเรียกเก็บภาษีโดยไม่เป็นธรรม ความร้อนรนหนักเข้า จึง นายบุนนาก ผู้เป็นหัวหน้าอยู่บ้านแม่ลา (ซึ่งในปัจจุบันเป็นท้องที่อำเภอนครหลวง แขวงกรุงเก่า ) เป็นหัวหน้า หลวงสุระ (หรือขุนสุระ ) และ หลวงชะนะ (หรือขุนชะนะ) ชักชวนชาวบ้านเข้าเป็นพรรคพวก ยกลงมาจับพระวิชิตณรงค์ และกรมการฆ่าเสียหลายนาย อีกทั้งเผาบ้านผู้รักษากรุง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้ พระยาสรรค์ ไปจับกุมพวกบ้านแม่ลา แต่ในกลุ่มจราจลในครั้งนั้นมีขุนแก้ว (น้องพระยาสรรค์ ) รวมอยู่ด้วย พระยาสรรค์ถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นพวกนายบุนนาก จากนั้นได้ก่อการโดยให้พระยาสรรค์เป็นแม่ทัพ ยกไพร่พลลงมาโดยทางเรือหมายจะยึดกรุงธนบุรี โดยอ้างเหตุผลว่าบ้านเมืองเป็นกลียุคพระยาสรรค์พร้อมด้วยพวกกบฏยกทัพลงมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2324 ลอบเข้ามาในเวลาค่ำ
พอถึงก็ยกเข้าปล้นพระราชวัง ระดมยิงปืน ลูกปืนตกในกำแพงพระราชวัง (เวลานั้นตั้งอยู่ในแนวคลองนครบาล คือคลองเหนือวัดอรุณราชวราราม) เสียงสนั่นหวั่นไหว ผู้คนภายในกำแพงตื่นตระหนกตกใจ ร้องกันอื้ออึงไม่เป็นศัพท์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังบรรทมหลับสนิท ตกพระทัยตื่นคว้าได้พระแสง เสด็จขึ้นบนพระที่นั่งเย็น ตรัสตะโกนเรียกฝรั่งที่ป้อมวิชัยประสิทธิ รับสั่งให้ยิงปืนใหญ่ต่อสู้พวกกบฏ ทางฝ่ายพวกกบฏทำการต่อสู้กับพวกทหารที่รักษาป้อมล้อมวังอยู่จนรุ่งเช้า ก็ยังหักเอาพระราชวังมิได้ และพวกรักษาหน้าที่ก็ไม่เต็มใจจะต่อสู้กับพวกกบฏ มิฉะนั้นจะทำการขับไล่หรือจับกุมได้แล้วแต่ก่อนสว่างนั้นแล้ว และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธยิ่งนัก เมื่อได้ทราบว่าพระยาสรรค์ซึ่งใช้ให้ไปสืบสาวเรื่องราวเอาตัวพวกกบฏ กลับมาเป็นหัวกบฏเสียเอง รับสั่งให้ไปจับกุมบุตร ภรรยา มาขังไว้ แล้วเสด็จเข้าไปฟันประตูที่คุมขังผู้ต้องโทษหญิงปล่อยตัวให้เป็นอิสระหมด ส่วนที่ป้อมวิชัยประสิทธิปากคลองบางหลวงนั้น พระยาธิเบศร์ฯ พระยารามัญ (มะซอน บรรพบุรุษสกุลศรีเพ็ญ) และพระยาอำมาตย์ให้ลากปืนจ่ารงค์ขึ้นป้อม ต่อสู้ป้องกันพวกกบฏมิให้ลุกล้ำเข้าในพระนครทางด้านนั้นได้
พอสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จออกจากข้างใน กลับออกไปมีรับสั่งว่า “ สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย ” ข้าราชการที่จงรักภักดีต่อพระองค์อยู่อย่างแท้จริง เมื่อได้ฟังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสออกมาเช่นนั้น ต่างก็พากันเศร้าใจไปตามๆ กัน พระยาทั้งสามคือพระยาธิเบศร์บริรักษ์ พระยารามัญ และพระยาอำมาตย์ ถึงกับกราบบังคมทูลด้วยน้ำตาว่า “ ถ้าเสด็จพ่อมิให้ลูกต่อสู้ด้วยพวกกบฏแล้ว ลูกก็จะขอตายด้วยเจ้าข้าวแดง ขอตายกับเสด็จพ่อด้วย ” เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสห้ามมิให้ต่อสู้ด้วยพวกกบฏนั้น ก็เพราะพระองค์เห็นว่าสู้ไม่ไหวแน่แล้ว จึงให้ไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ กับพระพิมลธรรม พระรัตนมณี (หรือพระรัตนมุนี) ให้ออกไปเจรจายอมแพ้แก่พวกกบฏ พระยาสรรค์จึงให้พระสมณะทูตกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า “ถ้าเสด็จพ่อยอมอ่อนน้อมเช่นนั้นก็ชอบแล้ว พระคุณเจ้าทั้งสามจงถวายพระพรให้ทรงผนวชเสียสักสามเดือน เพื่อชำระพระเคราะห์เมือง ” สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยอมรับที่จะปฏิบัติตาม ในการรบพุ่งกันครั้งนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องเสียข้าราชการที่จงรักภักดีมั่นคงในพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ถึงสี่สิบนาย และเมื่อรับพระโอษฐ์ว่าจะผนวชแล้วก็ทรงพระสรวลตบพระเพลาแล้วตรัสว่า “เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว” (การที่พระองค์ทรงพระสรวล ตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “สมสำนวนเจ้ากรุงธนมาก”)
ครั้นแล้วสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จออกผนวช ณ พัทธสีมาวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2324 เพลาสามทุ่ม (แต่ภารดี มหาขันธ์ , 2526 : 34 กล่าวว่าเป็นเวลา 3 โมงเช้า) ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2325 พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี 4 เดือน ( จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ฯ , หน้า 17 ทรงบันทึกไว้ว่า “ พระยาสรรค์ให้นิมนต์พระราชาคณะให้ถวายพระพร ให้ทรงบรรพชาชำระพระเคราะห์เมือง 3 เดือน ทรงพระสรวลตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว ให้เชิญพระกรรบิด (หรือพระแสงกรรบิด หมายถึง มีดโกน, สุทธิ ภิบาลแทน, ม.ป.ป. : 56) ออกไป เพลา 3 โมง เข้าทรงบรรพชา ณ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี กับ 4 เดือน ทรงผนวช ”) การทรงผนวชของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้งนี้ เป็นการทรงผนวชตามคำขอของพระยาสรรค์ เพื่อเสดาะพระเคราะห์เสียสักสามเดือน การทรงผนวชของพระองค์ที่วัดอรุณราชวราราม นี้ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องคุมตัวพร้อมทั้งพระราชโอรส ที่ยังทรงพระเยาว์ (พระพงษ์นรินทร์ หรือเจ้าฟ้าทัศน์พงศ์) ส่วนพระญาติพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น พระยาสรรค์ให้จำเอาไว้ทั้งหมด แล้วพระยาสรรค์ให้ประกาศแก่บรรดาข้าราชการ ทั้งปวงว่า จะรักษาราชการไว้รอท่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ข้าราชการทั้งหลายก็สงบอยู่ไม่มีปฏิกิริยาอันใด ยอมให้พระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการในระหว่างนั้น
เมื่อพระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้นได้ออกว่าราชการแผ่นดิน ณ ท้องพระโรงในพระราชวัง ได้สั่งให้ปล่อยข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และราษฎรที่ถูกเวรจำขังโดยพระราชอาญาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกเสียทั้งสิ้น เหตุการณ์ในตอนนี้เป็นการเปิดโอกาสให้กรุงธนบุรีเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เสมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป พวกราษฎรที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์โดยไม่มีความผิด ครั้นถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว คุมแค้นพวกที่เป็นโจทก์ฟ้องร้องทำให้ตนต้องได้รับโทษเป็นกำลัง และเมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกทรงผนวชไม่มีพระราชอำนาจแล้ว ต่างก็พากันชวนเที่ยวจับกุม พวกโจทก์ มีพันสี พัน ล า เป็นตัวการสำคัญ ฆ่าฟันเสียให้สาสมกับความแค้นเป็นอันมาก พวกโจทก์หนีไปซุ่มซ่อนอยู่ตามวัดบ้าง ตามหมู่บ้านทุกหนทุกแห่งที่หนีรอดเหลืออยู่มีน้อย ที่ล้มตายนั้นมาก ในกรุงธนบุรีเกิดมีการฆ่าฟันกันตายทุกวันมิได้ขาด ใครจะฆ่าใครตามชอบใจก็ได้ ไม่มีเจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำผิดไปลงโทษ
ส่วนพระยาสรรค์ผู้สำเร็จราชการนั้น ครั้นเป็นผู้คุมอำนาจไว้ได้เต็มที่แล้ว ก็ให้กระหยิ่มใจกำเริบเห็นทีจะนึกครึ้มใจ อยากจะฟังละครร้องของหลวงขึ้นมาบ้าง คือเพียงอยากฟังเท่านั้นไม่ใช่ต้องการเห็นตัวละครผู้ร้องรำทำเพลงด้วย จึงสั่งให้พวกละครเล่นให้ฟังข้างใน แล้วออกมานอนเล่นฟังเสียงร้องอยู่ข้างนอก และการรักษาราชการแผ่นดินอยู่ก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป ก็ยิ่งทำให้พระยาสรรค์มีใจกำเริบยิ่งขึ้น แต่ยังเกรงกลัวสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอยู่
พระยาสรรค์จึงคิดหาลู่ทางที่จะกำจัดสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสีย ก็เห็นแต่กรมขุนอนุรักษ์สงคราม หรือเจ้ารามลักษณ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้านายผู้ใหญ่ซึ่งตนได้สั่งให้เอาไปจำไว้เมื่อยึดอำนาจได้ ถ้าได้ตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามเป็นหัวหน้าไว้ คอยจัดการต่อสู้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับเข้ามา ก็จะเป็นกำลังสำคัญทำการกำจัดได้ พระยาสรรค์จึงลอบไปคิดอ่านกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามให้รับทำการในครั้งนี้ ส่วนเงินทองที่จะใช้ในการหากำลังปราบปรามจะเอาพระราชทรัพย์ในพระคลังหลวงออกจ่ายให้จนพอเพียง กรมขุนอนุรักษ์สงครามก็รับเป็นหัวหน้าจัดทำตามความประสงค์ของพระยาสรรค์
แล้วพระยาสรรค์ก็ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามพร้อมด้วยมอบทรัพย์ของหลวงออกไปเที่ยวหาสมัครพรรคพวก เกลี้ยกล่อมได้พระยามหาเสนา พระยารามัญวงศ์ หรือจักรีมอญ (เดิมชื่อหลวงบำเรอภักดิ์ เป็นพี่ชายท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ ) และ พระยากลางเมือง นายกองมอญ เป็นต้น ส่วนพระยาสรรค์ทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นในเหตุการณ์นี้เลย พวกที่อยากได้เงินครั้นถูกเกลี้ยกล่อม ก็พากันมาเข้าเป็นสมัครพรรคพวกเป็นอันมาก แต่การตั้งตัวเป็นหัวหน้าของ กรมขุนอนุรักษ์สงครามนั้นเห็นจะไม่ซื่อตรงต่อพระยาสรรค์นัก เพราะเมื่อได้สมัครพรรคพวกเป็นของตัวมากเข้า ก็คิดจะชิงเอากรุงธนบุรีเป็นที่มั่นเสียก่อน และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกกองทัพกลับเข้ามา ก็จะได้ทำการต่อสู้ได้ดีกว่าไม่มีที่มั่นแข็งแรงไว้ทำการ
ในขณะที่ในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลพระยาสรรค์เข้ายึดอำนาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยังทำการปราบกบฏเขมรอยู่ ฟ้าทะละหะ (มู) หนีไปเมืองญวน ขอให้ญวนช่วย และเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพติดตามฟ้าทะละหะ เจ้าพระยาสุรสีห์ทราบว่ามีกองทัพญวนขึ้นมาตั้งอยู่ ที่เมืองพนมเปญ จึงตั้งทัพรอฟังคำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ว่าจะให้รบกับญวนหรือไม่
พระยาสรรค์คุมอำนาจในกรุงธนบุรี ได้ 2 สัปดาห์ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ผู้ครองเมืองนครราชสีมา (เป็นหลานของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ต่อมาได้เป็นกรมพระราชวังหลังในสมัยรัชกาลที่ 1) ได้ทราบข่าวว่าในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลขึ้น จึงออกไปเมืองเสียมราฐ แจ้งข่าวราชการแผ่นดินให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ทราบ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ จึงให้พระยาสุริยอภัยยกกองทัพลงไปกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกกองทัพใหญ่ตามลงไปทีหลัง พระยาสุริยอภัยก็กลับมายังเมืองนครราชสีมา ให้พระยาอภัยสุริยาปลัดผู้น้อง อยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดกองทัพได้พล 3,000 เศษ เร่งรีบยกลงมายังกรุงธนบุรี
กองทัพเมืองนครราชสีมามาถึงกรุงธนบุรี วันศุกร์ เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ เป็นเวลาที่พระยาสรรค์ได้เข้ายึดอำนาจไว้ได้แล้ว และได้นั่งเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว มาทันเหตุการณ์ที่กรมขุนอนุรักษ์สงครามยังไม่ทันเข้ายึดเอาราชธานีเป็นที่มั่น ครั้นพระยาสุริยอภัยนำทัพเข้ามาถึงเขตกรุงธนบุรีแล้ว จึงเข้าหยุดชุมนุมทัพอยู่ที่บ้านเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่
ในขณะนั้นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง แตกออกเป็นสองพวก ที่ได้บำเหน็จรางวัลก็เข้าเป็นพวกพระยาสรรค์ ที่ยังถือบุญญาบารมีของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ก็มิได้รับรางวัลของพระยาสรรค์ โอนมาเข้าเป็นพวกข้างพระยาสุริยอภัย ฝ่ายพระยาสรรค์ เมื่อเห็นว่าพระยาสุริยอภัยยกกองทัพเข้ามาถึงก็มีความตกใจ เกรงความที่คิดไว้จะแพร่งพราย จึงนัดหมายกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามและพรรคพวกเมื่อวันอังคาร เดือน 5 แรม 5 ค่ำ (วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2325 , จรรยา ประชิตโรมรัน, 2543 : 239) ให้ยกพลขึ้นไปปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่ ในค่ำวันนั้นเวลาเที่ยงคืน แต่กรมขุนอนุรักษ์สงครามมีรี้พลน้อย เพราะชาวพระนครไม่เข้าด้วย ได้แต่พวกมอญในกองพระยารามัญและพระยากลางเมืองเป็นพื้น ยกขึ้นไปถึงบ้านปูนข้างใต้สวนมังคุด เห็นเป็นเวลาลมสำเภาพัดกล้า ได้ทีก็ให้เอาไฟจุดเผาบ้านเรือนราษฎรที่บ้านปูน ให้ไฟไหม้ลุกลามขึ้นไปยังคฤหาส ถ์นิวาศน์ สถานของพระยาสุริยอภัย แล้วให้ทหารโอบขึ้นไปทางด้านตะวันตกจนถึงวัดบางหว้าน้อย ให้ยิงปืนเข้าไปในบ้านพระยาสุริย อภัย ฝ่ายพระยาสุริยอภัยไม่ทันรู้ตัว จึงสั่งให้ไพร่พลออกต่อสู้ให้วางปืนตับ ทั้งสองฝ่ายยิงปืนโต้ตอบกันอยู่ ครั้นเห็นไฟไหม้ขึ้นมาทางด้านใต้จวนจะถึงบ้านที่อยู่ก็ตกใจ พระยาสุริยอภัยจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญศีลทานการกุศลใดๆ ก็ตั้งใจปรารถนาพระโพธิญาณอย่างเดียว เดชะอำนาจความสัตย์นี้ขอจงยังพระพายให้พัดกลับไป อย่าให้เพลิงไหม้มาถึงบ้านเรือนของข้าพเจ้าเลย ” พอขาดคำอธิษฐานก็พลันบันดาลให้ลมพัดกลับไปทางทิศอื่นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง หาได้ไหม้ไปถึงสวนมังคุดไม่ พวกไพร่พลของพระยาสุริยอภัยก็พากันมีใจต่อสู้ข้าศึก และเมื่อเกิดรบกันขึ้นนั้น
เจ้าศิริรจนา หรือ เจ้าศรีอโนชา ท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาสุรสีห์ (ท่านเป็นธิดาในเจ้าฟ้าแก้ว และเป็นน้องสาวของพระยากาวิละ หรือเจ้ากาวิละ แห่งเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปางในขณะนั้น) ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือกำแพงพระนครฝั่งตะวันออก ปากคลองบางลำภู มีความกล้าหาญเป็นวีรสตรีและความเป็นศรีภริยาของเจ้าพระยาเสือยิ่งนัก ทราบว่ามีโจรมาปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย จึงเรียกพระยาเจ่ง พระยาราม นายกองมอญอีกพวกหนึ่งเข้ามาปรึกษาหาทางช่วยเหลือ
ฝ่ายพระยาสรรค์ครั้นทราบว่าพระยาสุริยอภัยจับตัวกรมขุนอนุรักษ์ได้แล้ว ก็ให้วิตกเกรงว่าจะโดนเข้าซัดทอดด้วย แต่มิรู้ที่จะทำประการใด เมื่อความคิดที่คิดไว้ไม่สมหวังก็ได้แต่นิ่งสงบอยู่ภายในพระราชวัง เกรงภัยจะบังเกิดขึ้น แต่ตัวเอง คิดปลอบตัวเองอยู่ว่าการทำการอุดหนุนกรมขุนอนุรักษ์สงครามครั้งนี้เป็นความลับอยู่ ถึงจะมีผู้สงสัย และรู้เห็นในการที่ตัวนำทัพออกช่วยเหลือ ก็เห็นจะพอแก้ตัวได้
ส่วนขุนแก้วตอนนี้เห็นทีจะผิดใจกับพี่ชาย (พระยาสรรค์) รวมทั้งขุนสุระและนายบุนนากคู่คิดเดิมด้วย ไม่ปรากฏว่าได้สมรู้ร่วมคิดด้วยในความคิดมักใหญ่ ใฝ่สูงของพระยาสรรค์ด้วย ปรากฎแต่ว่าตัวขุนแก้วเองได้คุมสมัครพรรคพวกลากปืนใหญ่ออกมาช่วย พระยาสุริยอภัยทำการต่อสู้กับทัพของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม
ฝ่ายพระยาสุริยอภัย ครั้นจับตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามคุมขังไว้แล้ว ก็สั่งให้ตั้งค่ายที่สวนมังคุดรายไปจนถึงคลองนครบาลอันเป็นเขตพระราชวัง แล้วให้สึกสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่กักขังไว้ใกล้พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม นำมากักขังไว้ที่ค่าย โดยมีความประสงค์ที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุขึ้นได้อีก
พระยาสรรค์ก็ไม่กล้าจัดการประการใด พระยาสุริยอภัยมีไพร่พลมาจากเมืองนครราชสีมาเพียง 3,000 คน มีคนของกองพระยามอญทั้งสองอีกเพียงเล็กน้อย การที่จะหักเอาพระนคร เห็นยากนักก็ตั้งคุมเชิงรอสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อยู่
ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตั้งแต่ให้พระยาสุริยอภัยกลับเข้ามายังกรุงธนบุรี แล้วก็คอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองเสียมราฐ พอได้ข่าวว่าเกิดกบฏขึ้นในกรุงธนบุรี ก็มีความห่วงใยถึงบ้านเมืองและประชาราษฎรยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายการศึกให้เจ้าพระยาสุรสีห์บังคับบัญชา พร้อมกันนั้นก็มีคำสั่งให้กองทัพเขมรล้อม กองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ ไว้ก่อน (พงศาวดารญวน ฉบับนาย หยง แปล เล่ม 2 หน้า 382 และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 65 หน้า 95) แล้วบอกไปถึงพระยาธรรมา ซึ่งตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำแพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศร์จำไว้ครบ แล้วให้เลิกทัพตามเข้ามายังพระนคร
พระยาสุริยอภัยครั้นทราบว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จมาถึงแล้วก็ดีใจ ทั้งได้ปลูกพลับพลาไว้ต้อนรับที่ริมสะพานท่าน้ำวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) คือสร้างพลับพลาเป็นที่ประทับที่ตรงพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย และบริเวณระหว่างท่าช้างวังหลวงกับท่าเตียน แต่งเรือพระที่นั่งกราบไว้คอยรับเสด็จ และท้าวทรงกันดารทองมอญซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในพระราชวัง ก็ลงเรือมาคอยรับเสด็จด้วย
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ครั้นมาถึงพลับพลาแล้ว ก็คงพักแรมอยู่ที่พลับพลาที่พระยาสุริยอภัยสร้างเตรียมไว้ให้ และใช้พลับพลานี้เป็นที่ประชุมขุนนางข้าราชการ และวินิจฉัยกรณีจลาจลและกบฏในพระนคร พลับพลาที่ใช้ในราชการครั้งนี้ยังคงมีชื่อว่าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย
ขณะนั้นพระยาสรรค์ก็ยังอยู่ในพระราชวัง มิได้ทำการขัดขวางแต่ประการใด มีข้าราชการมาคอยต้อนรับแสดงความอ่อนน้อมยินดีโดยพร้อมเพรียงกันเป็นจำนวนมาก ที่จริงเพราะข้าราชการเหล่านี้ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า พระยาสรรค์ประกาศตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินชั่วคราว เพื่อรักษาบ้านเมืองไว้ถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ อยู่แล้ว ข้าราชการทั้งหลายจึงไม่มีกิริยา กระด้างกระเดื่องแต่อย่างใด ฝ่ายพระยาสรรค์และพรรคพวกก็ให้รู้สึกเกรงกลัวพระเดชานุภาพ ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นกำลัง มิรู้ที่จะหนีหรือต่อสู้ประการใด เมื่อจนตรอกเข้าแล้วก็มาเฝ้ากราบถวายบังคม พร้อมด้วยขุนนางข้าราชการทั้งปวง ปลอบใจตนเองยอมสู้หน้าไม่คิดหนี ทั้งๆ ที่ตนเองรู้ตัวว่าเป็นผู้มีความคิด อย่างใหญ่หลวงอยู่ อย่างไรเสียกรมขุนอนุรักษ์สงคราม เมื่อถูกนำตัวมาปรึกษาโทษจะต้องให้การซัดทอดถึงตน
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงทรงปราศัยไต่ถาม จนได้มูลเหตุแต่เดิมมาจนถึงการก่อการจลาจล โดยละเอียดตั้งแต่ต้น แล้วตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลายว่า “ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นอาสัตย์อาธรรม ดังนั้นแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด ” มุขมนตรีทั้งหลายจึงปรึกษากันและกราบทูลว่า “ พระเจ้าแผ่นดินลุสุจริตธรรมเสีย แล้วประพฤติทุจริตฉะนี้ เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ควรให้สำเร็จโทษเสีย ” แล้วพิจารณาโทษของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ให้การซัดทอดถึงพระยาสรรค์และผู้ร่วมคิด เมื่อได้ความเป็นสัตย์ทั้งมหาอุปราชแผ่นดินกรุงธนบุรี ผู้สำเร็จราชการและพรรคพวกที่ก่อให้เกิดการสู้รบกันขึ้น ก็ได้รับการพิจารณาโทษตามความผิดหมดทุกคน
ส่วนองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คงจะเสียพระทัยมิใช่น้อย คงจะรำลึกถึงเรื่องส่วนพระองค์ที่มิใช่เป็นราชการ ก็มีความสัมพันธ์กันมิใช่น้อย โดยได้ถวายธิดาคนหนึ่งได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามในพระองค์ท่าน อีกทั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระคุณความดีต่อชาติบ้านเมืองเป็นอเนกอนันต์ แต่หากในขณะนั้นบ้านเมืองไม่ปกติ มีปัญหามากมายทั้งด้านการศึกสงคราม การเศรษฐกิจ การศาสนา การปกครอง ฯลฯ เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ พร้อมทั้งสิ่งแวดล้อมกดดัน และตามราชประเพณีที่ได้เคยปฏิบัติกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น