วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324

 เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324

ตั้งแต่สงครามอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือแล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีมักเสด็จไปนั่งกรรมฐาน ที่วัดบางยี่เรือ (วัดอินทราราม) ซึ่งได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เนืองๆ แล้วติดพระทัยในการนั่งกรรมฐานยิ่งขึ้น พระอารมณ์ก็ฟั่นเฟือน เกิดมีอาการดุร้ายยิ่งกว่าแต่ก่อนโดยลำดับมา ครั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกทัพไปเมืองเขมรแล้วไม่ช้า ทางนี้พระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีสัญญาวิปลาส เกิดสำคัญพระองค์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีรับสั่งให้พระราชาคณะทั้งปวงมาประชุมกันในโรงพระแก้ว (ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตครั้งกรุงธนบุรี คือวิหารหลังเล็กข้างใต้ คู่กับพระอุโบสถเก่า อยู่ริมแม่น้ำแขวงพระปรางค์วัดอรุณฯ) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2324 แล้วเสด็จออก มีรับสั่งถามพระราชาคณะว่า พระภิกษุอันเป็นปุถุชนจะกราบไหว้คฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้นจะได้หรือไม่ประการใด พระราชาคณะโดยมากพากันกลัวพระราชอาญาถวายพระพรว่าไหว้ได้ แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่กับพระพิมลธรรมวัดโพธาราม และพระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (สามวัดที่กล่าวมานี้คือ วัดระฆัง วัดพระเชตุพน และวัดอมรินทร์ตามลำดับ) 3 องค์นี้ถือวินัยมั่นคงไม่ครั่นคร้ามต่อพระราชอาญา ถวายพระพรว่าถึงคฤหัสถ์จะเป็นพระโสดาบัน เพศก็ยังต่ำกว่าพระภิกษุปุถุชนอันทรงผ้ากาสาวพัสตร์และจตุปาริสุทธศีล เพราะฉะนั้นที่พระภิกษุจะกราบไหว้คฤหัสถ์หาควรไม่

พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสว่าพระราชคณะทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไหว้ได้โดยมาก แต่สามองค์ยังบังอาจโต้แย้งฝ่าฝืนถวายพระพรให้ผิดพระบาลี จึงมีรับสั่งให้ถอดเสียจากสมณศักดิ์ แล้วให้เอาตัวสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะ 2 องค์ที่ถูกถอดนั้น กับพระภิกษุซึ่งเป็นฐานนานุกรมและอันเตวาสิกลัทธิวิหาริกรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 รูปไปลงพระอาญาที่วัดหงส์ ให้ตีหลังสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะองค์ละ 100 ที ฐานะเปรียญองค์ละ 50 ที พระอันดับองค์ละ 30 ที แล้วให้เอาตัวขังไว้ ขนอาจม ของโสโครกที่วัดหงส์ทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์เข้าเฝ้าหมอบกราบถวายบังคมเหมือนข้าราชการฝ่ายฆาราวาสทั้งปวง

ความวิปริตเกิดขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อทราบไปถึงไหนคนทั้งหลายก็พากันตกใจ เห็นว่าเกิดวิปริตขึ้นในบ้านเมือง บางพวกก็โกรธแค้น บางพวกก็พากันสงสารพระสงฆ์ซึ่งต้องรับพระราชอาญา ถึงเข้าขอให้ตีแทนตนก็มี เกิดโกลาหลสะดุ้งสะเทือนทั่วไปทั้งพระนคร ครั้นต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรีซ้ำมีอาการเกิดทรงระแวงว่าข้าราชการพากันลอบลักพระราชทรัพย์ ให้โบยตีจำจองและบางทีก็เอาตัวผู้ต้องหาขึ้นย่างไฟจะให้รับเป็นสัตย์ แล้วพระราชทานรางวัลผู้ที่โจทก์ฟ้องร้อง ยกเป็นบำเหน็จความชอบในราชการ ก็เลยเป็นเหตุให้พาลแกล้งใส่ความฟ้องผู้อื่นชุกชุมขึ้น มีคนต้องโทษกักขังเฆี่ยนตี และประหารชีวิตมากขึ้นทุกที (จรรยา ประชิตโรมรัน , 2543 : 234-236)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น