ค้นหาบล็อกนี้
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
รายชื่อเพลง หยาด นภาลัย
รายชื่อ 110 เพลง หยาด นภาลัย
1.กลิ่นดอกโศก
2.กากีเหมือนดอกไม้
3.การะเกด
4.กำแพงประเพณี
5.ไกลบ้าน
6.ขวัญใจคนจน
7.ขอใจให้พี่
8.ขอให้เหมือนเดิม
9.คนจนคนจร
10.ครวญ
11.ค่อนคืน
12.คอย
13.คำคน
14.คิดถึงพี่บ้างไหม
15.คีรีบูนบิน
16.คืนสุดท้าย
17.คู่มาร
18.โคมทองแห่งชีวิต
19.เงินไม่ใช่กำแพงขวางกั้น
20.จำใจช้ำ
21.ชายคาหัวใจ
22.ชีวิตมืด
23.ดวงชีวัน
24.ดอกฟ้าในมือโจร
25.ดอกฟ้าเวียงจันทน์
26.ดอกเอื้องดอย
27.ดาวลอย
28.เดียวดาย
29.เดือนต่ำดาวตก
30.ทาสใจ
31.ทาสทรมาน
32.ทาสเทวี
33.ทาสรัก
34.ทำบุญด้วยอะไร
35.ที่รัก
36.นกเอี้ยงจ๋า
37.นวลแข
38.นางไกลใจร้าง
39.นานเท่าไรฉันก็จะรอ
40.น้ำใจน้องนาง
41.นึกแล้วเชียว
42.ในอ้อมกอดพี่
43.บัวน้อยคอยรัก
44.บางปะกง
45.บ้านเรา
46.บุพเพสันนิวาส
47.เบื่อกรุง
48.โปรดเถิดดวงใจ
49.ผมเอง
50.ฝันหวานอยู่ได้
51.พนาสวรรค์
52.พรหมลิขิต
53.พี่รักเจ้า
54.เพียงคำเดียว
55.เพื่อน้อง
56.ฟลอร์เฟื่องฟ้า
57.มนต์รักดอกคำใต้
58.มนต์รักบ้านนา
59.มนต์รักเรียกหา
60.แม่กลอง
61.แม่ยอดรัก
62.ไม่ให้ช้ำจะทำอย่างไร
63.ยอมเปิดไฟเขียว
64.ยามจน
65.ร่มฟ้าป่าซาง
66.รอยแผลเก่า
67.รักคุณไม่เห็นเป็นไร
68.รักนี้จากดวงใจ
69.รักพี่นะ
70.รักอย่ารู้คลาย
71.รำเต้ย
72.เรือนแพ
73.ลมจ๋า
74.ล่องโขงคืนเพ็ญ
75.ล่องแพแม่ปิง
76.ลาก่อนความรัก
77.ลาทีความรัก
78.ลาภูพิงค์
79.ลาแล้วป่าซาง
80.ลำน้ำพอง
81.ลืมรัก
82.ลุ่มเจ้าพระยา
83.แล้งในอก
84.โลกทำถูก
85.วิถีคนจน
86.เว้าสาวอีสาน
87.สไบแพร
88.สมน้ำหน้า
89.สวรรค์มืด
90.สาวตางาม
91.สาวน้ำพอง
92.สาวฝั่งโขง
93.สาวอยู่บ้านใด๋
94.เสียงกระซิบสั่ง
95.เสียแรงรักใคร่
96.หนี้มาร
97.หย่าสวาท
98.หรีดรัก
99.หวงรัก
100.หักใจไม่คิด
101.เหมันต์ที่ฉันเศร้า
102.เหมันต์พิศวาส
103.เหมือนไม่เคย
104.อกพี่ยังคอย
105.อโศกรักสลักใจ
106.ออกพรรษาที่เชียงคาน
107.อิเหนารำพึง
108.อุทยานรักไทรโยค
109.เอื้องโรย
110.ฮักเจ้าบ่คลาย
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
หนุ่มสุพรรณฝันเฟื่อง - ชรัมภ์ เทพชัย
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569
พระยาสรรค์เป็นกบฏ
พระยาสรรค์เป็นกบฏ
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ พระวิชิตณรงค์ (หรือพระพิชิตณรงค์) ที่รับผูกขาดภาษี ขึ้นไปเร่งรัดเรียกเก็บภาษีราษฎรที่กรุงเก่า ราษฎรถูกเร่งรัดเรียกเก็บภาษีโดยไม่เป็นธรรม ความร้อนรนหนักเข้า จึง นายบุนนาก ผู้เป็นหัวหน้าอยู่บ้านแม่ลา (ซึ่งในปัจจุบันเป็นท้องที่อำเภอนครหลวง แขวงกรุงเก่า ) เป็นหัวหน้า หลวงสุระ (หรือขุนสุระ ) และ หลวงชะนะ (หรือขุนชะนะ) ชักชวนชาวบ้านเข้าเป็นพรรคพวก ยกลงมาจับพระวิชิตณรงค์ และกรมการฆ่าเสียหลายนาย อีกทั้งเผาบ้านผู้รักษากรุง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้ พระยาสรรค์ ไปจับกุมพวกบ้านแม่ลา แต่ในกลุ่มจราจลในครั้งนั้นมีขุนแก้ว (น้องพระยาสรรค์ ) รวมอยู่ด้วย พระยาสรรค์ถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นพวกนายบุนนาก จากนั้นได้ก่อการโดยให้พระยาสรรค์เป็นแม่ทัพ ยกไพร่พลลงมาโดยทางเรือหมายจะยึดกรุงธนบุรี โดยอ้างเหตุผลว่าบ้านเมืองเป็นกลียุคพระยาสรรค์พร้อมด้วยพวกกบฏยกทัพลงมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2324 ลอบเข้ามาในเวลาค่ำ
พอถึงก็ยกเข้าปล้นพระราชวัง ระดมยิงปืน ลูกปืนตกในกำแพงพระราชวัง (เวลานั้นตั้งอยู่ในแนวคลองนครบาล คือคลองเหนือวัดอรุณราชวราราม) เสียงสนั่นหวั่นไหว ผู้คนภายในกำแพงตื่นตระหนกตกใจ ร้องกันอื้ออึงไม่เป็นศัพท์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังบรรทมหลับสนิท ตกพระทัยตื่นคว้าได้พระแสง เสด็จขึ้นบนพระที่นั่งเย็น ตรัสตะโกนเรียกฝรั่งที่ป้อมวิชัยประสิทธิ รับสั่งให้ยิงปืนใหญ่ต่อสู้พวกกบฏ ทางฝ่ายพวกกบฏทำการต่อสู้กับพวกทหารที่รักษาป้อมล้อมวังอยู่จนรุ่งเช้า ก็ยังหักเอาพระราชวังมิได้ และพวกรักษาหน้าที่ก็ไม่เต็มใจจะต่อสู้กับพวกกบฏ มิฉะนั้นจะทำการขับไล่หรือจับกุมได้แล้วแต่ก่อนสว่างนั้นแล้ว และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธยิ่งนัก เมื่อได้ทราบว่าพระยาสรรค์ซึ่งใช้ให้ไปสืบสาวเรื่องราวเอาตัวพวกกบฏ กลับมาเป็นหัวกบฏเสียเอง รับสั่งให้ไปจับกุมบุตร ภรรยา มาขังไว้ แล้วเสด็จเข้าไปฟันประตูที่คุมขังผู้ต้องโทษหญิงปล่อยตัวให้เป็นอิสระหมด ส่วนที่ป้อมวิชัยประสิทธิปากคลองบางหลวงนั้น พระยาธิเบศร์ฯ พระยารามัญ (มะซอน บรรพบุรุษสกุลศรีเพ็ญ) และพระยาอำมาตย์ให้ลากปืนจ่ารงค์ขึ้นป้อม ต่อสู้ป้องกันพวกกบฏมิให้ลุกล้ำเข้าในพระนครทางด้านนั้นได้
พอสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จออกจากข้างใน กลับออกไปมีรับสั่งว่า “ สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย ” ข้าราชการที่จงรักภักดีต่อพระองค์อยู่อย่างแท้จริง เมื่อได้ฟังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสออกมาเช่นนั้น ต่างก็พากันเศร้าใจไปตามๆ กัน พระยาทั้งสามคือพระยาธิเบศร์บริรักษ์ พระยารามัญ และพระยาอำมาตย์ ถึงกับกราบบังคมทูลด้วยน้ำตาว่า “ ถ้าเสด็จพ่อมิให้ลูกต่อสู้ด้วยพวกกบฏแล้ว ลูกก็จะขอตายด้วยเจ้าข้าวแดง ขอตายกับเสด็จพ่อด้วย ” เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสห้ามมิให้ต่อสู้ด้วยพวกกบฏนั้น ก็เพราะพระองค์เห็นว่าสู้ไม่ไหวแน่แล้ว จึงให้ไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ กับพระพิมลธรรม พระรัตนมณี (หรือพระรัตนมุนี) ให้ออกไปเจรจายอมแพ้แก่พวกกบฏ พระยาสรรค์จึงให้พระสมณะทูตกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า “ถ้าเสด็จพ่อยอมอ่อนน้อมเช่นนั้นก็ชอบแล้ว พระคุณเจ้าทั้งสามจงถวายพระพรให้ทรงผนวชเสียสักสามเดือน เพื่อชำระพระเคราะห์เมือง ” สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยอมรับที่จะปฏิบัติตาม ในการรบพุ่งกันครั้งนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องเสียข้าราชการที่จงรักภักดีมั่นคงในพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ถึงสี่สิบนาย และเมื่อรับพระโอษฐ์ว่าจะผนวชแล้วก็ทรงพระสรวลตบพระเพลาแล้วตรัสว่า “เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว” (การที่พระองค์ทรงพระสรวล ตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “สมสำนวนเจ้ากรุงธนมาก”)
ครั้นแล้วสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จออกผนวช ณ พัทธสีมาวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2324 เพลาสามทุ่ม (แต่ภารดี มหาขันธ์ , 2526 : 34 กล่าวว่าเป็นเวลา 3 โมงเช้า) ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2325 พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี 4 เดือน ( จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ฯ , หน้า 17 ทรงบันทึกไว้ว่า “ พระยาสรรค์ให้นิมนต์พระราชาคณะให้ถวายพระพร ให้ทรงบรรพชาชำระพระเคราะห์เมือง 3 เดือน ทรงพระสรวลตบพระเพลาว่า เอหิภิกขุ มาถึงแล้ว ให้เชิญพระกรรบิด (หรือพระแสงกรรบิด หมายถึง มีดโกน, สุทธิ ภิบาลแทน, ม.ป.ป. : 56) ออกไป เพลา 3 โมง เข้าทรงบรรพชา ณ เดือน 4 แรม 12 ค่ำ พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 14 ปี กับ 4 เดือน ทรงผนวช ”) การทรงผนวชของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้งนี้ เป็นการทรงผนวชตามคำขอของพระยาสรรค์ เพื่อเสดาะพระเคราะห์เสียสักสามเดือน การทรงผนวชของพระองค์ที่วัดอรุณราชวราราม นี้ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องคุมตัวพร้อมทั้งพระราชโอรส ที่ยังทรงพระเยาว์ (พระพงษ์นรินทร์ หรือเจ้าฟ้าทัศน์พงศ์) ส่วนพระญาติพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น พระยาสรรค์ให้จำเอาไว้ทั้งหมด แล้วพระยาสรรค์ให้ประกาศแก่บรรดาข้าราชการ ทั้งปวงว่า จะรักษาราชการไว้รอท่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ข้าราชการทั้งหลายก็สงบอยู่ไม่มีปฏิกิริยาอันใด ยอมให้พระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการในระหว่างนั้น
เมื่อพระยาสรรค์เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้นได้ออกว่าราชการแผ่นดิน ณ ท้องพระโรงในพระราชวัง ได้สั่งให้ปล่อยข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และราษฎรที่ถูกเวรจำขังโดยพระราชอาญาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกเสียทั้งสิ้น เหตุการณ์ในตอนนี้เป็นการเปิดโอกาสให้กรุงธนบุรีเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เสมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป พวกราษฎรที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์โดยไม่มีความผิด ครั้นถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว คุมแค้นพวกที่เป็นโจทก์ฟ้องร้องทำให้ตนต้องได้รับโทษเป็นกำลัง และเมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีออกทรงผนวชไม่มีพระราชอำนาจแล้ว ต่างก็พากันชวนเที่ยวจับกุม พวกโจทก์ มีพันสี พัน ล า เป็นตัวการสำคัญ ฆ่าฟันเสียให้สาสมกับความแค้นเป็นอันมาก พวกโจทก์หนีไปซุ่มซ่อนอยู่ตามวัดบ้าง ตามหมู่บ้านทุกหนทุกแห่งที่หนีรอดเหลืออยู่มีน้อย ที่ล้มตายนั้นมาก ในกรุงธนบุรีเกิดมีการฆ่าฟันกันตายทุกวันมิได้ขาด ใครจะฆ่าใครตามชอบใจก็ได้ ไม่มีเจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำผิดไปลงโทษ
ส่วนพระยาสรรค์ผู้สำเร็จราชการนั้น ครั้นเป็นผู้คุมอำนาจไว้ได้เต็มที่แล้ว ก็ให้กระหยิ่มใจกำเริบเห็นทีจะนึกครึ้มใจ อยากจะฟังละครร้องของหลวงขึ้นมาบ้าง คือเพียงอยากฟังเท่านั้นไม่ใช่ต้องการเห็นตัวละครผู้ร้องรำทำเพลงด้วย จึงสั่งให้พวกละครเล่นให้ฟังข้างใน แล้วออกมานอนเล่นฟังเสียงร้องอยู่ข้างนอก และการรักษาราชการแผ่นดินอยู่ก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป ก็ยิ่งทำให้พระยาสรรค์มีใจกำเริบยิ่งขึ้น แต่ยังเกรงกลัวสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอยู่
พระยาสรรค์จึงคิดหาลู่ทางที่จะกำจัดสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสีย ก็เห็นแต่กรมขุนอนุรักษ์สงคราม หรือเจ้ารามลักษณ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้านายผู้ใหญ่ซึ่งตนได้สั่งให้เอาไปจำไว้เมื่อยึดอำนาจได้ ถ้าได้ตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามเป็นหัวหน้าไว้ คอยจัดการต่อสู้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับเข้ามา ก็จะเป็นกำลังสำคัญทำการกำจัดได้ พระยาสรรค์จึงลอบไปคิดอ่านกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามให้รับทำการในครั้งนี้ ส่วนเงินทองที่จะใช้ในการหากำลังปราบปรามจะเอาพระราชทรัพย์ในพระคลังหลวงออกจ่ายให้จนพอเพียง กรมขุนอนุรักษ์สงครามก็รับเป็นหัวหน้าจัดทำตามความประสงค์ของพระยาสรรค์
แล้วพระยาสรรค์ก็ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามพร้อมด้วยมอบทรัพย์ของหลวงออกไปเที่ยวหาสมัครพรรคพวก เกลี้ยกล่อมได้พระยามหาเสนา พระยารามัญวงศ์ หรือจักรีมอญ (เดิมชื่อหลวงบำเรอภักดิ์ เป็นพี่ชายท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ ) และ พระยากลางเมือง นายกองมอญ เป็นต้น ส่วนพระยาสรรค์ทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นในเหตุการณ์นี้เลย พวกที่อยากได้เงินครั้นถูกเกลี้ยกล่อม ก็พากันมาเข้าเป็นสมัครพรรคพวกเป็นอันมาก แต่การตั้งตัวเป็นหัวหน้าของ กรมขุนอนุรักษ์สงครามนั้นเห็นจะไม่ซื่อตรงต่อพระยาสรรค์นัก เพราะเมื่อได้สมัครพรรคพวกเป็นของตัวมากเข้า ก็คิดจะชิงเอากรุงธนบุรีเป็นที่มั่นเสียก่อน และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกกองทัพกลับเข้ามา ก็จะได้ทำการต่อสู้ได้ดีกว่าไม่มีที่มั่นแข็งแรงไว้ทำการ
ในขณะที่ในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลพระยาสรรค์เข้ายึดอำนาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยังทำการปราบกบฏเขมรอยู่ ฟ้าทะละหะ (มู) หนีไปเมืองญวน ขอให้ญวนช่วย และเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพติดตามฟ้าทะละหะ เจ้าพระยาสุรสีห์ทราบว่ามีกองทัพญวนขึ้นมาตั้งอยู่ ที่เมืองพนมเปญ จึงตั้งทัพรอฟังคำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ว่าจะให้รบกับญวนหรือไม่
พระยาสรรค์คุมอำนาจในกรุงธนบุรี ได้ 2 สัปดาห์ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ผู้ครองเมืองนครราชสีมา (เป็นหลานของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ต่อมาได้เป็นกรมพระราชวังหลังในสมัยรัชกาลที่ 1) ได้ทราบข่าวว่าในกรุงธนบุรีเกิดจลาจลขึ้น จึงออกไปเมืองเสียมราฐ แจ้งข่าวราชการแผ่นดินให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ทราบ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ จึงให้พระยาสุริยอภัยยกกองทัพลงไปกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกกองทัพใหญ่ตามลงไปทีหลัง พระยาสุริยอภัยก็กลับมายังเมืองนครราชสีมา ให้พระยาอภัยสุริยาปลัดผู้น้อง อยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดกองทัพได้พล 3,000 เศษ เร่งรีบยกลงมายังกรุงธนบุรี
กองทัพเมืองนครราชสีมามาถึงกรุงธนบุรี วันศุกร์ เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ เป็นเวลาที่พระยาสรรค์ได้เข้ายึดอำนาจไว้ได้แล้ว และได้นั่งเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว มาทันเหตุการณ์ที่กรมขุนอนุรักษ์สงครามยังไม่ทันเข้ายึดเอาราชธานีเป็นที่มั่น ครั้นพระยาสุริยอภัยนำทัพเข้ามาถึงเขตกรุงธนบุรีแล้ว จึงเข้าหยุดชุมนุมทัพอยู่ที่บ้านเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่
ในขณะนั้นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง แตกออกเป็นสองพวก ที่ได้บำเหน็จรางวัลก็เข้าเป็นพวกพระยาสรรค์ ที่ยังถือบุญญาบารมีของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ก็มิได้รับรางวัลของพระยาสรรค์ โอนมาเข้าเป็นพวกข้างพระยาสุริยอภัย ฝ่ายพระยาสรรค์ เมื่อเห็นว่าพระยาสุริยอภัยยกกองทัพเข้ามาถึงก็มีความตกใจ เกรงความที่คิดไว้จะแพร่งพราย จึงนัดหมายกับกรมขุนอนุรักษ์สงครามและพรรคพวกเมื่อวันอังคาร เดือน 5 แรม 5 ค่ำ (วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2325 , จรรยา ประชิตโรมรัน, 2543 : 239) ให้ยกพลขึ้นไปปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย ที่ตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่ ในค่ำวันนั้นเวลาเที่ยงคืน แต่กรมขุนอนุรักษ์สงครามมีรี้พลน้อย เพราะชาวพระนครไม่เข้าด้วย ได้แต่พวกมอญในกองพระยารามัญและพระยากลางเมืองเป็นพื้น ยกขึ้นไปถึงบ้านปูนข้างใต้สวนมังคุด เห็นเป็นเวลาลมสำเภาพัดกล้า ได้ทีก็ให้เอาไฟจุดเผาบ้านเรือนราษฎรที่บ้านปูน ให้ไฟไหม้ลุกลามขึ้นไปยังคฤหาส ถ์นิวาศน์ สถานของพระยาสุริยอภัย แล้วให้ทหารโอบขึ้นไปทางด้านตะวันตกจนถึงวัดบางหว้าน้อย ให้ยิงปืนเข้าไปในบ้านพระยาสุริย อภัย ฝ่ายพระยาสุริยอภัยไม่ทันรู้ตัว จึงสั่งให้ไพร่พลออกต่อสู้ให้วางปืนตับ ทั้งสองฝ่ายยิงปืนโต้ตอบกันอยู่ ครั้นเห็นไฟไหม้ขึ้นมาทางด้านใต้จวนจะถึงบ้านที่อยู่ก็ตกใจ พระยาสุริยอภัยจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญศีลทานการกุศลใดๆ ก็ตั้งใจปรารถนาพระโพธิญาณอย่างเดียว เดชะอำนาจความสัตย์นี้ขอจงยังพระพายให้พัดกลับไป อย่าให้เพลิงไหม้มาถึงบ้านเรือนของข้าพเจ้าเลย ” พอขาดคำอธิษฐานก็พลันบันดาลให้ลมพัดกลับไปทางทิศอื่นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง หาได้ไหม้ไปถึงสวนมังคุดไม่ พวกไพร่พลของพระยาสุริยอภัยก็พากันมีใจต่อสู้ข้าศึก และเมื่อเกิดรบกันขึ้นนั้น
เจ้าศิริรจนา หรือ เจ้าศรีอโนชา ท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาสุรสีห์ (ท่านเป็นธิดาในเจ้าฟ้าแก้ว และเป็นน้องสาวของพระยากาวิละ หรือเจ้ากาวิละ แห่งเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปางในขณะนั้น) ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือกำแพงพระนครฝั่งตะวันออก ปากคลองบางลำภู มีความกล้าหาญเป็นวีรสตรีและความเป็นศรีภริยาของเจ้าพระยาเสือยิ่งนัก ทราบว่ามีโจรมาปล้นบ้านพระยาสุริยอภัย จึงเรียกพระยาเจ่ง พระยาราม นายกองมอญอีกพวกหนึ่งเข้ามาปรึกษาหาทางช่วยเหลือ
ฝ่ายพระยาสรรค์ครั้นทราบว่าพระยาสุริยอภัยจับตัวกรมขุนอนุรักษ์ได้แล้ว ก็ให้วิตกเกรงว่าจะโดนเข้าซัดทอดด้วย แต่มิรู้ที่จะทำประการใด เมื่อความคิดที่คิดไว้ไม่สมหวังก็ได้แต่นิ่งสงบอยู่ภายในพระราชวัง เกรงภัยจะบังเกิดขึ้น แต่ตัวเอง คิดปลอบตัวเองอยู่ว่าการทำการอุดหนุนกรมขุนอนุรักษ์สงครามครั้งนี้เป็นความลับอยู่ ถึงจะมีผู้สงสัย และรู้เห็นในการที่ตัวนำทัพออกช่วยเหลือ ก็เห็นจะพอแก้ตัวได้
ส่วนขุนแก้วตอนนี้เห็นทีจะผิดใจกับพี่ชาย (พระยาสรรค์) รวมทั้งขุนสุระและนายบุนนากคู่คิดเดิมด้วย ไม่ปรากฏว่าได้สมรู้ร่วมคิดด้วยในความคิดมักใหญ่ ใฝ่สูงของพระยาสรรค์ด้วย ปรากฎแต่ว่าตัวขุนแก้วเองได้คุมสมัครพรรคพวกลากปืนใหญ่ออกมาช่วย พระยาสุริยอภัยทำการต่อสู้กับทัพของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม
ฝ่ายพระยาสุริยอภัย ครั้นจับตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามคุมขังไว้แล้ว ก็สั่งให้ตั้งค่ายที่สวนมังคุดรายไปจนถึงคลองนครบาลอันเป็นเขตพระราชวัง แล้วให้สึกสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่กักขังไว้ใกล้พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม นำมากักขังไว้ที่ค่าย โดยมีความประสงค์ที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุขึ้นได้อีก
พระยาสรรค์ก็ไม่กล้าจัดการประการใด พระยาสุริยอภัยมีไพร่พลมาจากเมืองนครราชสีมาเพียง 3,000 คน มีคนของกองพระยามอญทั้งสองอีกเพียงเล็กน้อย การที่จะหักเอาพระนคร เห็นยากนักก็ตั้งคุมเชิงรอสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อยู่
ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตั้งแต่ให้พระยาสุริยอภัยกลับเข้ามายังกรุงธนบุรี แล้วก็คอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองเสียมราฐ พอได้ข่าวว่าเกิดกบฏขึ้นในกรุงธนบุรี ก็มีความห่วงใยถึงบ้านเมืองและประชาราษฎรยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายการศึกให้เจ้าพระยาสุรสีห์บังคับบัญชา พร้อมกันนั้นก็มีคำสั่งให้กองทัพเขมรล้อม กองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ ไว้ก่อน (พงศาวดารญวน ฉบับนาย หยง แปล เล่ม 2 หน้า 382 และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 65 หน้า 95) แล้วบอกไปถึงพระยาธรรมา ซึ่งตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำแพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศร์จำไว้ครบ แล้วให้เลิกทัพตามเข้ามายังพระนคร
พระยาสุริยอภัยครั้นทราบว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จมาถึงแล้วก็ดีใจ ทั้งได้ปลูกพลับพลาไว้ต้อนรับที่ริมสะพานท่าน้ำวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) คือสร้างพลับพลาเป็นที่ประทับที่ตรงพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย และบริเวณระหว่างท่าช้างวังหลวงกับท่าเตียน แต่งเรือพระที่นั่งกราบไว้คอยรับเสด็จ และท้าวทรงกันดารทองมอญซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในพระราชวัง ก็ลงเรือมาคอยรับเสด็จด้วย
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ครั้นมาถึงพลับพลาแล้ว ก็คงพักแรมอยู่ที่พลับพลาที่พระยาสุริยอภัยสร้างเตรียมไว้ให้ และใช้พลับพลานี้เป็นที่ประชุมขุนนางข้าราชการ และวินิจฉัยกรณีจลาจลและกบฏในพระนคร พลับพลาที่ใช้ในราชการครั้งนี้ยังคงมีชื่อว่าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย
ขณะนั้นพระยาสรรค์ก็ยังอยู่ในพระราชวัง มิได้ทำการขัดขวางแต่ประการใด มีข้าราชการมาคอยต้อนรับแสดงความอ่อนน้อมยินดีโดยพร้อมเพรียงกันเป็นจำนวนมาก ที่จริงเพราะข้าราชการเหล่านี้ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า พระยาสรรค์ประกาศตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินชั่วคราว เพื่อรักษาบ้านเมืองไว้ถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ อยู่แล้ว ข้าราชการทั้งหลายจึงไม่มีกิริยา กระด้างกระเดื่องแต่อย่างใด ฝ่ายพระยาสรรค์และพรรคพวกก็ให้รู้สึกเกรงกลัวพระเดชานุภาพ ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นกำลัง มิรู้ที่จะหนีหรือต่อสู้ประการใด เมื่อจนตรอกเข้าแล้วก็มาเฝ้ากราบถวายบังคม พร้อมด้วยขุนนางข้าราชการทั้งปวง ปลอบใจตนเองยอมสู้หน้าไม่คิดหนี ทั้งๆ ที่ตนเองรู้ตัวว่าเป็นผู้มีความคิด อย่างใหญ่หลวงอยู่ อย่างไรเสียกรมขุนอนุรักษ์สงคราม เมื่อถูกนำตัวมาปรึกษาโทษจะต้องให้การซัดทอดถึงตน
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงทรงปราศัยไต่ถาม จนได้มูลเหตุแต่เดิมมาจนถึงการก่อการจลาจล โดยละเอียดตั้งแต่ต้น แล้วตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลายว่า “ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นอาสัตย์อาธรรม ดังนั้นแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด ” มุขมนตรีทั้งหลายจึงปรึกษากันและกราบทูลว่า “ พระเจ้าแผ่นดินลุสุจริตธรรมเสีย แล้วประพฤติทุจริตฉะนี้ เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ควรให้สำเร็จโทษเสีย ” แล้วพิจารณาโทษของกรมขุนอนุรักษ์สงคราม กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ให้การซัดทอดถึงพระยาสรรค์และผู้ร่วมคิด เมื่อได้ความเป็นสัตย์ทั้งมหาอุปราชแผ่นดินกรุงธนบุรี ผู้สำเร็จราชการและพรรคพวกที่ก่อให้เกิดการสู้รบกันขึ้น ก็ได้รับการพิจารณาโทษตามความผิดหมดทุกคน
ส่วนองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คงจะเสียพระทัยมิใช่น้อย คงจะรำลึกถึงเรื่องส่วนพระองค์ที่มิใช่เป็นราชการ ก็มีความสัมพันธ์กันมิใช่น้อย โดยได้ถวายธิดาคนหนึ่งได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามในพระองค์ท่าน อีกทั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระคุณความดีต่อชาติบ้านเมืองเป็นอเนกอนันต์ แต่หากในขณะนั้นบ้านเมืองไม่ปกติ มีปัญหามากมายทั้งด้านการศึกสงคราม การเศรษฐกิจ การศาสนา การปกครอง ฯลฯ เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ พร้อมทั้งสิ่งแวดล้อมกดดัน และตามราชประเพณีที่ได้เคยปฏิบัติกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324
เหตุการณ์จลาจลในกรุงธนบุรี พ.ศ.2324
ตั้งแต่สงครามอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือแล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีมักเสด็จไปนั่งกรรมฐาน ที่วัดบางยี่เรือ (วัดอินทราราม) ซึ่งได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เนืองๆ แล้วติดพระทัยในการนั่งกรรมฐานยิ่งขึ้น พระอารมณ์ก็ฟั่นเฟือน เกิดมีอาการดุร้ายยิ่งกว่าแต่ก่อนโดยลำดับมา ครั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกทัพไปเมืองเขมรแล้วไม่ช้า ทางนี้พระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีสัญญาวิปลาส เกิดสำคัญพระองค์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีรับสั่งให้พระราชาคณะทั้งปวงมาประชุมกันในโรงพระแก้ว (ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตครั้งกรุงธนบุรี คือวิหารหลังเล็กข้างใต้ คู่กับพระอุโบสถเก่า อยู่ริมแม่น้ำแขวงพระปรางค์วัดอรุณฯ) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2324 แล้วเสด็จออก มีรับสั่งถามพระราชาคณะว่า พระภิกษุอันเป็นปุถุชนจะกราบไหว้คฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้นจะได้หรือไม่ประการใด พระราชาคณะโดยมากพากันกลัวพระราชอาญาถวายพระพรว่าไหว้ได้ แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่กับพระพิมลธรรมวัดโพธาราม และพระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (สามวัดที่กล่าวมานี้คือ วัดระฆัง วัดพระเชตุพน และวัดอมรินทร์ตามลำดับ) 3 องค์นี้ถือวินัยมั่นคงไม่ครั่นคร้ามต่อพระราชอาญา ถวายพระพรว่าถึงคฤหัสถ์จะเป็นพระโสดาบัน เพศก็ยังต่ำกว่าพระภิกษุปุถุชนอันทรงผ้ากาสาวพัสตร์และจตุปาริสุทธศีล เพราะฉะนั้นที่พระภิกษุจะกราบไหว้คฤหัสถ์หาควรไม่พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสว่าพระราชคณะทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไหว้ได้โดยมาก แต่สามองค์ยังบังอาจโต้แย้งฝ่าฝืนถวายพระพรให้ผิดพระบาลี จึงมีรับสั่งให้ถอดเสียจากสมณศักดิ์ แล้วให้เอาตัวสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะ 2 องค์ที่ถูกถอดนั้น กับพระภิกษุซึ่งเป็นฐานนานุกรมและอันเตวาสิกลัทธิวิหาริกรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 รูปไปลงพระอาญาที่วัดหงส์ ให้ตีหลังสมเด็จพระสังฆราชกับพระราชาคณะองค์ละ 100 ที ฐานะเปรียญองค์ละ 50 ที พระอันดับองค์ละ 30 ที แล้วให้เอาตัวขังไว้ ขนอาจม ของโสโครกที่วัดหงส์ทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์เข้าเฝ้าหมอบกราบถวายบังคมเหมือนข้าราชการฝ่ายฆาราวาสทั้งปวง
ความวิปริตเกิดขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อทราบไปถึงไหนคนทั้งหลายก็พากันตกใจ เห็นว่าเกิดวิปริตขึ้นในบ้านเมือง บางพวกก็โกรธแค้น บางพวกก็พากันสงสารพระสงฆ์ซึ่งต้องรับพระราชอาญา ถึงเข้าขอให้ตีแทนตนก็มี เกิดโกลาหลสะดุ้งสะเทือนทั่วไปทั้งพระนคร ครั้นต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรีซ้ำมีอาการเกิดทรงระแวงว่าข้าราชการพากันลอบลักพระราชทรัพย์ ให้โบยตีจำจองและบางทีก็เอาตัวผู้ต้องหาขึ้นย่างไฟจะให้รับเป็นสัตย์ แล้วพระราชทานรางวัลผู้ที่โจทก์ฟ้องร้อง ยกเป็นบำเหน็จความชอบในราชการ ก็เลยเป็นเหตุให้พาลแกล้งใส่ความฟ้องผู้อื่นชุกชุมขึ้น มีคนต้องโทษกักขังเฆี่ยนตี และประหารชีวิตมากขึ้นทุกที (จรรยา ประชิตโรมรัน , 2543 : 234-236)
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ลำดับเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี (2310–2325)
ลำดับเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี (2310–2325)พ.ศ. 2310
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราชครั้งที่ 2 ให้กับกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ พระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ขณะมีพระชนมายุได้ 33 พรรษา และสถาปนา กรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่แทนกรุงศรีอยุธยา เกิดสงครามกับพม่าที่บางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม
พ.ศ. 2311
เริ่มปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จ ปราบชุมนุมเจ้าพิมายสำเร็จเป็นชุมนุมแรก เกิดการระบาดของหนู
พ.ศ. 2312
ปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชสำเร็จ ยกทัพไปตีเขมรครั้งแรกแต่ไม่สำเร็จ
อัญเชิญพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชมายังกรุงธนบุรี
พ.ศ. 2313
เกิดสงครามกับพม่าที่เมืองสวางคบุรี และขับไล่ทหารพม่าเป็นผลสำเร็จ และยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ
ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์จำนวน 4 ตอน
พ.ศ. 2314
ยกทัพไปตีเขมรครั้งที่ 2 และสามารถปราบเขมรไว้ในอำนาจ นายสวนมหาดเล็กแต่งโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี เริ่มการสร้างกำแพงเมืองกรุงธนบุรี
พ.ศ. 2315
พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 1 โดยโปสุพลาแต่ไม่สำเร็จ
พ.ศ. 2316
รบชนะพม่าที่มาตีเชียงใหม่และเมืองพิชัยเป็นครั้งที่ 2 ทำให้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก
พ.ศ. 2317
รบชนะพม่าที่บางแก้ว ราชบุรี พม่าถูกจับและเสียชีวิตไปมากมาย ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ได้สำเร็จ
สมเด็จกรมพระเทพามาตย์ เสด็จสวรรคต
พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละ เมืองเชียงใหม่ เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
พ.ศ. 2318
พม่ายกทัพใหญ่มาตีหัวเมืองเหนือโดยการนำทับของอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งถือเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงธนบุรี แต่ไม่สำเร็จ ทหารพม่าถูกจับเป็นเชลยหลายหมื่นคน
พ.ศ. 2319
พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ
โปรดให้สร้างสมุดภาพไตรภูมิ
ทรงรับปืนนกสับจากฟรานซิส ไลท์ จำนวน 1,400 กระบอก
พ.ศ. 2321
โปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาจักรีไปปราบเจ้าเมืองนางรอง เจ้าเมืองนางรองถูกจับประหารชีวิต และนำกองกำลังไปตีและยึดนครจำปาศักดิ์ ทำให้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองอัตตะปือ และ ดินแดนตอนใต้ของประเทศลาวตกลงมาเป็นของไทย หลังจากจบศึก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาจักรี เป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนัคราระเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์ดำรงตำแหน่งสมุหนายก
พ.ศ. 2322
โปรดเกล้าฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเวียงจันทน์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาไว้ที่ กรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐ์ไว้ที่วัดอรุณฯ ส่วนพระบางคืนไปในสมัยรัชกาลที่ 1
เกิดกบฎมหาดา
พ.ศ. 2323
เกิดจลาจลในเขมร โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระองค์เจ้าจุ้ย ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อน หลวงสรวิชิต(หน) แต่งอิเหนาคำฉันท์
พ.ศ. 2324
ส่งทัพไปปราบจลาจลในเขมร
พระยาสรรค์เป็นกบฏ
พ.ศ. 2325
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 กรุงธนบุรีสิ้นสุดลง
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568
เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ 2547
จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
ทีมงาน กำกับภาพยนตร์ : ธนกร พงษ์สุวรรณ บทภาพยนตร์ : ธนกร พงษ์สุวรรณ, อัน จูน บี (Ahn Joon B), ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ
กำกับภาพ : เดชา ศรีมันตะ ออกแบบงานสร้าง : พิสุทธิ์ ปริวัฒนกิจ กำกับศิลป์ : รักชาติ บุญยง
ออกแบบเครื่องแต่งกาย : เอกศิษฏ์ มีประเสริฐสกุล แต่งหน้า : เชิดศักดิ์ ชมงาม แต่งผม : ปริญญา ปานตั้น
ดนตรีประกอบ : ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์, อภิเชษฐ์ กำภู ณ อยุธยา
ออกแบบเสียง : เกษมสันต์ พรหมสุภา, ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ, เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง
ปล้นนะยะ 2547
จัดจำหน่ายโดย อาร์เอส ฟิล์ม
เรื่องย่อ เรื่องราวครั้งหนึ่งในชีวิตของกะเทยสาว 4 คน 4 สไตล์ ที่ตัดสินใจร่วมมือกันปล้นเงินจากธนาคารหน้าปากซอย โดยหวังว่าเงินที่ได้จากการปล้นนั้นจะสามารถทำให้ชีวิตสาวประเภทสองของพวกเธอเติมเต็มจนสมบูรณ์ได้ แต่แผนการปล้นของพวกเธอนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะในขณะที่พวกเธอปล้นอยู่นั้นโจรวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งกลับบุกมาปล้นธนาคารนั้นพร้อมๆกัน คราวนี้เรื่องวุ่น ๆ ของการต่อสู้แก่งแย่งเงินที่ปล้นจึงเกิดขึ้น กะเทยสาว โจรมือใหม่ ที่รักความสวยความงามมากกว่าทุกอย่างในโลก ต้องเผชิญกับโจรหนุ่มและอุปสรรคต่าง ๆ รวมไปถึงตำรวจผู้ห้าวหาญที่นำพลล้อมอยู่แล้วภายนอกธนาคาร โจรสองกลุ่มประกอบด้วย แก๊งค์สวยประหารทั้ง 4 , โจรวัยรุ่นหนุ่มหน้าใส ทั้ง 4 และรปภ.ธนาคารที่ร่วมมือวางแผนปล้น ต้องติดอยู่รวมกันในธนาคาร โดยมีผจก.สาริน และลูกค้าหลากหลายอาชีพเป็นตัวประกันอยู่ แล้วเรื่องวุ่น ๆ ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อโจรทั้งสองฝ่ายต่างพยายามแย่งเงินกัน และหาวิธีหนีเอาตัวรอดจากตำรวจที่ล้อมอยู่ให้ได้ในขณะที่ฝ่ายตำรวจก็พยายามที่จะช่วยเหลือตัวประกันและบุกขจับโจรทั้งหมดให้ได้เหตุการณ์ตึงเครียดที่ตำรวจล้อมจับโจรปล้นธนาคารนี้ยืดเยื้ออยู่ถึงสามวันและโด่งดังไปทั่วเมืองกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ ทุกคนเข้าใจว่าสถานการณ์ในธนาคารนั้นคงร้ายแรงและตึงเครียดเมื่อต้องอยู่กับโจรหนุ่มในสถานการณ์วุ่น ๆ ต่าง ๆ เช่น หญิงท้องแก่กำลังจะคลอดลูกออกมา ไฟดับ ไม่มีอาหารกิน และต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขเหมือนออกค่าย ทำให้โจรทั้งสองกลุ่มจากที่เกลียดกันต่างเริ่มรู้กันและเริ่มมีความเข้าอกเข้าใจกัน เห็นใจกันจนเกิดความรู้สึกดีและเป็นมิตรต่อกัน แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นคนคนละแบบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะเกิดระหว่างกลุ่มโจรทั้งสอง แล้วยังรวมไปถึงเหล่าตัวประกันคนอื่น ๆด้วย
ออกแบบเครื่องแต่งกาย พจน์ อานนท์, ภิรมย์ เรืองจิตการ
ซาไกยูไนเต็ด 2547
ซาไกยูไนเต็ด จัดจำหน่ายโดย อาร์ เอส ฟิล์ม แอนด์ ดิสทริบิวชั่น
กำหนดฉาย 2 ธันวาคม 2547
เรื่องย่อ เซียนบอลนิรนามกล่าวไว้ว่า Every underdog has its dayกระทั่งทีมกระจอกที่สุด...ก็ยังมีวันของมัน การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานปีนี้ ไม่เหมือนปีไหน เมื่อปรากฏชื่อ ซาไกยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลโนเนมลงแข่งขัน ภายใต้การคุมทีมของเปาตุ๊ อดีตกรรมการบอล ที่โดนพิษพนันบอลจนต้องเลิกอาชีพ ตามปกติ ชาวเผ่าซาไก หรือที่เรียกติดปากกันว่า เงาะ จะไม่ชอบการเดินทางไกล ไม่นิยมคบหาคนภายนอก แต่ครั้งนี้นักเตะสิบเอ็ดตัวดำ ๆ ยอมเดินทางไกล ออกจาก อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะหวังจะชิงชัยคว้าถ้วยแชมป์ฟุตบอลพระราชทาน นำทีมโดย มะม่วง กัปตันทีมซาไกยูไนเต็ด ลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่า เป็นผู้แบกรับความหวังที่จะเอาถ้วยแชมป์กลับมาหมู่บ้านให้จงได้ นอกจากฝีเท้าถึงแต่ดันไม่รู้ตัวพลพรรคนักเตะ ซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนยังพกเอาบุคลิกใสซื่อ เฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน อย่าง กระซู่ กองหน้าสุดหล่อ (ในสายตาตัวเอง) ชอบหญิงเป็นที่สุด ลูกยาง กองหลังลมกรด อ่านทางบอลขาด แต่ขี้กลัวสุด ๆ แค่ข้ามถนนยังกลัว แล้วจะปเสียบบอลคู่ต่อสู้อย่างไรไหว พลิ้ว มิดฟิล์ดจอมเลี้ยงลูก ขี้เล่นเกินเหตุ จนก่อเรื่องบ่อย ๆ ฯลฯ พอเริ่มทัวร์นาเม้นท์การแข่งขัน แฟนบอลที่เคยคุ้นตากับร่างสูง หล่อ ทรงผมล้ำสมัยของเดวิด เบคแฮม เป็นต้องอึ้งเมื่อได้เห็นพลพรรคนักเตะทีมซาไกยูไนเต็ด แต่ละคนที่วิ่งอาดๆลงสนามมา ทุกคนล้วนแต่ตัวดำเมี่ยม ล่ำบึกบึน ผมหยิกหยอย ฟอร์มการเล่นของทีม ซาไกยูไนเต็ด สะกดสายตาทุกคู่ในสนาม พวกเขาโชว์ฝีเท้าการถล่มประตูด้วยลูกยิงสุดประหลาดไม่ซ้ำแบบใคร ลีลาเลี้ยงลูกของทีมซาไกยูไนเต็ด เป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชนทุกแขนง จนพวกเขาได้รับเชิญไปออกทีวี.ทุกช่อง พูดง่าย ๆ คือ ดัง นั่นเอง เพราะภาพลักษณ์ของทีมที่ดูกระจอกมาก ๆ อาจจะเข้าติดอันดับกระจอกที่สุดในโลก ชัยชนะแต่ละนัดของทีมซาไกยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่พลิกล็อกทำเอาเซียนพนันกระเป๋าฉีกเท่านั้น แต่กระทั่ง เปาตุ๊ หัวหน้าสต๊าฟโค้ช ก็พลอยเกิดอาการ ตูอยากตาย ไปด้วยเพราะดันไปแทงเดิมพันทีมคู่ต่อสู้เอาไว้กับเขาเหมือนกัน ใกล้เข้ารอบชิงชนะเลิศเข้ามาทุกที คู่ต่อสู้เป็นทีมเต็งจ๋า ชนิดเซียนบอลทุกสำนักฟันธงว่า นอนมาตั้งแต่ในมุ้ง เปาตุ๊เองก็คิดหาหนทางจะให้ทีมซาไกยูไนเต็ดแพ้ให้งได้ เพราะหนนี้กะถอนทุนคืนในนัดเดียว แต่เปาตุ๊จะทำอย่างไรดี ? พวกเขาจะงัดเอาความเป็น ซาไกยูไนเต็ด ออกมาต่อสู้ได้หรือไม่? ศรัทธาของมะม่วงจะบรรลุผลได้หรือ? ความหวังจะคว้าถ้วยแชมป์กลับไปยังหมู่บ้านจะเป็นจริงไหม? ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับ สองตีนดำ ๆ ของพวกเขาเท่านั้น ใครจะรู้บางครั้ง ศรัทธา ก็บรรลุได้ด้วยการเตะ
นักแสดง
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
สำฤทธิ์ ไมเคิลเซน
คมสันต์ ศรีธารโต
กานต์ จันทร์น้อย
เรวัต รุ่งเรือง
เสรี เสตะบุตตะ
รุสมีห์ ลอเด็ง
เพียงศักดิ์ แก้วงาม
เกียรติศักดิ์ เกบุตร
นิพนธ์ เตยศรี
อัสมาแอล เจะแห
อรรถพล ทองคง
อังกูร เสมอใจมิตร
ขุนศึก 2546
ขุนศึก หนังที่หยิบเอาเรื่องราวจากบันเทิงคดีชื่อดังมาดัดแปลงสร้างเป็นหนังเอพิคเรื่องยิ่งใหญ่ กับการตีแผ่เรื่องราวสอดแทรกเชิงประวัติศาสตร์ของไทย ผ่านมุมมองของชายที่ชื่อว่า เสมา
ขุนศึก เป็นเรื่องราวก่อนวันประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในยามนั้น พระเจ้าบุเรงนอง วางอุบายหมายลอบปลงพระชนม์ ซึ่งยังความโทมนัสให้แก่สมเด็จพระนเรศวรอย่างมาก เมื่อจาตุรงคบาทนักรบประกบฝีเท้าช้างคนหนึ่งต้องพลีชีพเพื่อพระองค์ในกาลนี้
เสมา ลูกชายช่างตีดาบ ซึ่งเดินทางกลับจากเรียนวิชาดาบกับ อาจารย์ขุน เข้าประลองแข่งขันในการหาจาตุรงคบาทคนใหม่ ด้วยความที่เขามีฝีมือดาบอันโดดเด่น จึงได้รับตำแหน่งครูฝึกทหารในเรือน ขุนราม แต่นั่นถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีของ หมู่ขัน นายทหารเอกของกรุงศรี ที่ติดภาระต้องไปประจำการที่ด่านหน้า เขาไม่พอใจในตัวลูกช่างตีดาบคนนี้มาก และรอวันที่จะได้ตัดสินกันอย่างแท้จริง
ความแค้นยิ่งทวีคูณมากขึ้น เมื่อเรไร คู่หมั้นของหมู่ขัน เกิดชอบพอกับเสมา หมู่ขันโกรธแค้นมาก จึงจับตัวจำเรียง น้องสาวของเสมาไปเป็นทาสขัดดอก คืนนั้น เสมา พร้อมเพื่อนอีกสองคน ตัดสินใจบุกเรือนหมู่ขัน เพื่อนำตัวจำเรียงกลับมา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกลอุบายของหมู่ขัน จนต้องหนีเข้าไปอยู่ในกองโจรของ ขุนรณฤทธิ์พิชัย หมู่ขันสบโอกาส จึงประกาศว่า เสมาเป็นกบฎ
ขณะที่อยู่กับพวกกองโจร เสมา และกลุ่มกองโจรช่วยกันสกัดทัพหน้าของพม่าที่บุกเข้ามา ครั้งหนึ่ง เสมา ได้มีโอกาสได้เข้าช่วย พระเอกาทศรถ ในการศึก และได้ลดโทษไปเป็น ตะพุ่น เลี้ยงช้าง ที่นั่น เสมา ได้เรียนรู้ถึงหัวใจของนักรบ เมื่อเขาทราบข่าวการยกทัพครั้งใหญ่ของพม่า เสมาทนเห็นทหารไทยถูกเข่นฆ่าอีกไม่ได้ จึงเข้าไปช่วยในสนามรบ กระทั่งสามารถฆ่าแม่ทัพพม่าลงได้ จึงได้รับความดีความชอบกลับมา และวันแห่งการตัดสินฝีมืออย่างแท้จริงระหว่างเสมา กับหมู่ขันก็มาถึง เมื่อทั้งสองได้ประลองฝีมือต่อหน้าพระที่นั่ง เพื่อหาผู้ที่เหมาะกับตำแหน่งจาตุรงคบาท นักรบประกบฝีเท้าช้างของสมเด็จพระนเรศวร ในการศึกยุทธหัตถีครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกษัตริย์สองแผ่นดิน
ทวารยังหวานอยู่ 2547
ในปี พ.ศ. 2525 ปีแห่งการสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี กรุงเทพฯ ยังสดใสไร้เดียงสาอยู่กับแฟชั่นสีสันหวานแหวว เสียงเพลงจากวงสตริง และหนังทีวีกำลังภายใน กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง มือกลองหนุ่ม "เบ๊" (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) ศิษย์โปรด "อาจารย์ตึ่งโป๊ะ" (ปราณี กี่บุตร) สำนักกลองเทวดา ที่พยายามฝึกวิชากลองเทวดาให้ถึงขั้นสิบ แต่ระหว่างนั้นเขากลับพบว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าคนตายจนต้องหลบหนีการไล่ล่าของนักสืบมือปราบ "ไอ้หูดำ" (นิพนธ์ ชัยศิริกุล) ที่มี "ซื่อบื้อ" สุนัขดมกลิ่นเป็นผู้ชี้เบาะแส เบ๊พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ทุกคนรู้ โดยมี "ต้น" (นันทกา วรวณิชชานันท์) ศิษย์พี่ร่วมสำนักกลองเทวดาคอยให้กำลังใจและช่วยเหลือ จนต้นกับเบ๊เกิดความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างหนีเอาตัวรอด เบ๊ได้พบเจอผู้คน และเรื่องราวพลิกผันมากมาย หลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเบ๊ จนกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุคนี้ อย่างไรก็ตามเบ๊มีนัดสำคัญที่รอคอยมาตลอดชีวิต คือ วันดวลกลองกับตัวแทนของสำนักกลองพญายม ผู้มีฝีมือสูงส่งเลิศล้ำ ถึงเวลาแล้วที่ความแค้นยาวนานต้องชำระ
ทวิภพ พ.ศ. 2547
เรื่องราวของหญิงสาวไทยยุคปัจจุบันที่หลงมิติไปอยู่ในสยาม สมัยแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกพยายามจะเข้ามายึดครอง
บันทึกโบราณฉบับหนึ่งถูกค้นพบในคืนฝนตกฟ้าคะนองคืนหนึ่งที่ชานกรุงปารีส… บันทึกภาษาฝรั่งเศสนี้ถูกนำมาตรวจสอบยัง ซอร์บอนแห่งมหาวิทยาลัยปารีส คือ ‘Yoyageurs’ บันทึกต้องห้ามที่เขียนขึ้นโดย ฟรองซัว ซาเวีย นักเดินทางและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เขียนขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มณีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ 6 สาขาประวัติศาสตร์ ประจำสถานทูตไทยที่นครปารีส ถูกเรียกตัวด่วนในคืนนั้นในฐานะตัวแทนผู้เกี่ยวข้องของสยามประเทศ อันเป็นที่มาบันทึก แม้ว่า ‘Yoyageurs’ จะถูกจัดระดับความสำคัญเพียงนิยายไร้สาระ แต่ในความคิดของเธอ มันเป็นสิ่งที่น่าค้นหา และเธอล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนแห่งความลับที่ถูกกำหนดไว้จากบันทึกนี้ ดินแดนที่เธอไม่เชื่อว่าเป็นจริงเมื่อแยกจากโลกปัจจุบัน…เธอต้องกลับประเทศไทยด้วยเหตุผลบางประการ ที่บ้านเกิดในเมืองไทย เธอสับสนและแยกแยะไม่ออกว่า ตัวเธออยู่ในความจริงอันใด “วันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้ หรือ วันนี้คืออนาคตของเมื่อวาน” มณีจันทร์ เธอจะอยู่ในตำแหน่งไหน หลายครั้งที่เธอคิดอยู่เสมอว่าเธอเป็นต้นเหตุของบันทึกเสียเองหรือไม่ และการเดินทางครั้งใหม่ของเธอก็เริ่มขึ้น
วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ไอ้ฟัก (คำพิพากษา) พ.ศ. 2547
ไอ้ฟัก
เรื่องย่อ
ขณะเขาเดินทางกลับบ้าน รถบัสที่จะไปหมู่บ้านของเขาก็เกิดเสีย ระหว่างจอดซ่อมรถ ฟักก้าวไปปัสสาวะข้างทางใกล้สระบัว ที่นั่น ท่ามกลางดอกบัวเขาเห็นหญิงงามคนหนึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ในผ้าถุง ในที่สุด ฟักก็กลับมาถึงบ้าน ซึ่งพบพ่อของเขาอยู่ในสภาพที่มีความสุขมาก เหตุผลที่พ่อของเขาดีใจมากก็คือว่าเขาได้แต่งงานใหม่ แม่เลี้ยงของฟักก็ปรากฏตัวออกมาจากหลังมุ้งเป็นหญิงสาวจากสระบัวนั่นเอง เธอชื่อ สมทรง แม้ว่าเธอจะเป็นคนอ่อนหวาน แต่มีบางอย่างผิดปกติกับเธออย่างชัดเจน บางทีเธออาจเป็นโรคทางจิตบางประเภทก็ได้
แม้ว่าจะมีช่วงเวลาแห่งความสุข เมื่อฟักไปทำงานกับพ่อในฐานะภารโรงที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน แต่การกลับมาพบพ่อของเขากลับกินเวลาสั้น ๆ หลังจากพ่อของเขาป่วยและเสียชีวิต เพราะฟักได้สัญญากับพ่อไว้ว่าจะดูแลแม่เลี้ยง เป้าหมายของฟักที่จะกลับไปบวชอีกครั้งก็ต้องถูกยกเลิกไปอีกครั้ง
แม้ว่าฟักจะเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน แต่ชาวบ้านไม่ชอบสมทรงและตราหน้าว่าเธอเป็น "คนบ้า" และหลังจากพ่อของฟักเสียชีวิต ชาวบ้านก็เริ่มปฏิบัติต่อฟักแตกต่างไป พวกเขาเชื่อว่าฟักมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่เลี้ยง ในตอนแรกฟักไม่สนใจข่าวซุบซิบ แต่เพราะพฤติกรรมของสมทรง จึงยิ่งปฏิเสธได้ยากขึ้น ครั้งหนึ่งระหว่างการแสดงลิเกในงานหมู่บ้าน ฟักถูกสมทรงเข้ามาหาหลังจากที่เธอเห็นฟักกำลังคุยกับหญิงสาวคนหนึ่ง สมทรงเกิดความหลงผิดคิดว่าตนกับฟักแต่งงานกันแล้ว และเธอก็เกิดความอิจฉา สมทรงยังมีนิสัยแย่ ๆ คือการถอดเสื้อผ้าแล้ววิ่งไปในที่สาธารณะหรือเพียงยกชุดขึ้นและเปลือยร่างกาย ระหว่างนั้น ชาวบ้านบางคนบังเอิญไปเจอฟักพอดีในตอนที่เขากำลังไล่ตามสมทรงที่เปลือยกายและพยายามปกปิดเธอไว้ แต่สิ่งที่ชาวบ้านคิดคือคิดว่าฟักมีสัมพันธ์กับแม่เลี้ยง ฟักถูกพิพากษาแล้ว
ฟักได้งานเก่าของพ่อเป็นภารโรงในโรงเรียน วันหนึ่งมีสุนัขที่คาดว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเดินเข้ามาในบริเวณโรงเรียน ฟักได้รับมอบหมายให้ฆ่ามัน เขาคว้าจอบแล้วใช้ฟาดโดยฟาดอย่างเฉียดฉิว ทำให้มันบาดเจ็บและโกรธมากขึ้น ในที่สุดฟักก็จัดการกับสุนัขบ้าได้สำเร็จ แต่เป็นงานที่นองเลือดมาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ ฟักถูกมองว่าเป็นฮีโร่โดยนักเรียนและอาจารย์ และเขาก็รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเล็กน้อย
ฟักต้องเตรียมตัวสำหรับงานฌาปนกิจศพพ่อของเขา เขาเชิญผู้อำนวยการโรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคนอื่น ๆ เขาสั่งดอกไม้จันทน์จำนวน 50 ดอกให้ผู้ร่วมพิธีวางบนโลงศพที่กำลังเผา แต่ไม่มีใครมาร่วมพิธีนี้เลย ยกเว้นพระสงฆ์ที่เขานิมนต์มาเพื่อสวดมนต์ให้กับพ่อของเขาและสัปเหร่อ
ฟักได้เป็นเพื่อนกับสัปเหร่อ ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำที่ชาวบ้านที่เชื่อโชคลางไม่ค่อยชอบ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าเขาเป็นคนไม่สะอาด แม้แต่ฟักเองก็ไม่ได้ชอบชายคนนี้เป็นพิเศษ แต่หลังจากฟักบอกกับเขาว่าเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสมทรง ชายคนนั้นก็เชื่อเขา
หลังจากพิธีเผาศพ สัปเหร่อก็นำเหล้าขาวมาให้ฟัก ฟักในตอนแรกไม่ชอบรสชาติหรือความรู้สึกที่เขาได้รับ แต่เขาดื่มเพิ่มอีกเล็กน้อยและเริ่มสนุกสนานกับตัวเอง ฟักมองหาทางคลายความกดดันจากการดูแลแม่เลี้ยงที่ป่วยทางจิตและการตัดสินที่รุนแรงของชาวบ้าน จึงหันไปพึ่งขวดเหล้าและกลายเป็นคนติดเหล้า ชีวิตของเขาตกต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาทำให้ชาวบ้านโกรธ และพวกเขาก็หันมาทำร้าย ปล่อยให้สมทรงช่วยเขากลับบ้าน
แฟนฉัน 2546
แฟนฉัน เป็นภาพยนตร์ไทยแนวก้าวผ่านวัย สุขนาฏกรรม ดรามา โรแมนติก ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2546 กำกับโดย คมกฤษ ตรีวิมล ทรงยศ สุขมากอนันต์ วิทยา ทองอยู่ยง นิธิวัฒน์ ธราธร อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม และ วิชชา โกจิ๋ว บทภาพยนตร์โดย คมกฤษ ตรีวิมล ทรงยศ สุขมากอนันต์ นิธิวัฒน์ ธราธร วิชชา โกจิ๋ว วิทยา ทองอยู่ยง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม อมราพร แผ่นดินทอง นำแสดงโดย ชาลี ไตรรัตน์ โฟกัส จีระกุล ชวิน จิตรสมบูรณ์ วงศกร รัศมิทัต อนุสรา จันทรังษี ปรีชา ชนะภัย นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์ภาพยนตร์นี้เกี่ยวกับความรักวัยเด็ก ในอดีตแห่งความทรงจำ
เรื่องราวในวัยเด็กของ "เจี๊ยบ" ที่มีเพื่อนสนิทคือ "น้อยหน่า" เด็กหญิงข้างบ้าน ที่เป็นเพื่อนเล่นมาด้วยกันตลอด แต่เด็กชายก็อยากมีเพื่อนๆ ผู้ชาย และเล่นตามประสาเด็กชายบ้าง ทำให้เขาหันไปเข้ากับกลุ่มเด็กชายจอมซ่า ที่มี "แจ๊ค" เป็นหัวโจก ทว่าการเข้ากับกลุ่มของแจ๊ค กลับทำให้น้อยหน่าเพื่อนรักต้องเสียใจ และยังทำให้เจี๊ยบพลั้งพลาดทำร้ายจิตใจของน้อยหน่าโดยไม่ตั้งใจ กว่าเจี๊ยบจะรู้ตัวว่าทำให้น้อยหน่าเสียใจ เธอก็ย้ายบ้านไปเสียก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากคำว่าขอโทษออกมา
หลังจากย้ายบ้านไปเป็นเวลานาน เจี๊ยบได้กลับมาอีกครั้งเพื่อร่วมงานแต่งงาน ของ น้อยหน่า ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเลือนราง แต่เมื่อหลับตาลง ความทรงจำต่างๆ กลับค่อยๆ แจ่มชัดเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เจี๊ยบกับน้อยหน่า บ้านของทั้งสองอยู่ติดกันจึงเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่เด็ก เหตุนี้ทำให้เจี๊ยบติดสอยห้อยตามน้อยหน่า และคลุกตัวอยู่กับเพื่อนผู้หญิง จนทำให้แก๊งเพื่อนผู้ชายยั่วเย้าให้หัวเสียอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อเริ่มโต เจี๊ยบก็เริ่มอยากเที่ยวเล่นแบบเด็กผู้ชาย จึงพยายามพิสูจน์ตัวเองแม้จะทำให้น้อยหน่าเสียใจก็ยอม เจี๊ยบเพียรมาด้อมๆ มองๆ บ้าน น้อยหน่าเพื่อหาโอกาสกล่าวคำขอโทษ กระทั่งยอมมาตัดผมกับพ่อน้อยหน่าที่บ้านก็ยอม แต่จนแล้วจนรอด เจี๊ยบก็ยังไม่ได้ขอโทษสักที จนถึงวันที่น้อยหน่าต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่จังหวัดอื่น
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
เนื้อเพลง คิดถึงพี่บ้างไหม
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ทวีพงศ์ มณีนิล
ทวีพงศ์ มณีนิล หรือทวี ลูกเพชร เป็นศิลปินนักแต่งเพลงมีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดเพชรบุรี เกิดวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ปีวอก ที่บ้านเลขที่ 18 ต. หนองปรง อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี บิดาชื่อนายสถิต มณีนิล มารดาชื่อนางพรม มณีนิล มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 4 คนดังนี้
ทวี พงศ์ มณีนิล สมรสกับ สุนิสา วงศ์วัจฉละกุล หรือชื่อในวงการคือจิตติมา เจือใจ โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรสาว 1 คน คือ เพ็ญอาภา มณีนิล และบุตรชายซึ่งเกิดกับนางน้ำทิพย์ ขนิษฐกุล คือ พงศธร มณีนิล
การศึกษา
- จบระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดหนองปรง อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี
- จบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี ปี 2502-2503
- จบประโยคเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี ปี 2505
- ศึกษาต่อที่คณะศิลปสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2507 (รุ่นที่ 3)
- จบปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2511
- ศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ University of Dallas เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ระยะเวลา 2 ปี แต่ไม่สำเร็จการศึกษาเนื่องจากเหตุการผันผวนในชีวิตความรัก
- จบการศึกษาวิชาธุรกิจโรงแรม ที่ลอสแองเจอลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย พ.ศ. 2518 ระยะเวลา 2 ปี
หน้าที่การงาน
- เข้าทำงานแผนกบัญชีกระแสรายวัน ที่ธนาคารกรุงเทพฯ สำนักงานใหญ่ ระยะเวลา 6 เดือน
- ตำแหน่งเศรษฐกรตรี กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ สะพานขาว ระยะเวลาปีครึ่ง
- ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ของรัชฟิล์มรามา ที่โรงภาพยนต์ควีนส์ วังบูรพา กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2518
- ร่วมกับคุณชาญ ตระกูลเกษมสุข ศูนย์การศึกษาดำเนินกิจการห้างแผ่นเสียง T.P.C. (ที พี ซี) ตราหัวใจมีปีก เลขที่ 3122/7 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สามแยกเอกมัย กรุงเทพฯ ในฐานนะห้างผู้ผลิตแผ่นเสียงออกจำหน่ายทั่วประเทศด้วยทุนของตนเอง
ประวัติและงานด้านเพลง
เริ่ม เขียนเพลงตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะชอบทั้งเพลงและการร้องเพลง การแต่งกาพย์ โคลง กลอนมาก ประกอบกับเป็นนักอ่านประเภทหนอนหนังสือ คืออ่านทุกประเภท จึงหัดแต่งเพลงด้วยตังเองเรื่อยมา และแต่งเพลงสำเร็จเป็นเพลงแรก เมื่ออายุได้ 14 ปี ชื่อเพลง "คิดถึงเธอ" ซึ่งได้รับการบันทึกเสียงเมื่อ 10 ปี ให้หลังโดย รุ่งทิพย์ ธารทอง และเพลงนี้มีส่วนทำให้แฟน ๆ รู้จักรุ่งทิพย์ ธารทอง ในฐานะนักร้องดาวรุ่งคนหนึ่งด้านลูกทุ่ง นอกเหนือจากงานแต่งเพลงซึ่งรุ่งทิพย์ ธารทอง ก็แต่งเพลงเองอยู่แล้ว และได้บันทึกเสียงอีกครั้งโดย ธานินท์ อินทรเทพ อยู่ในลองเพลย์ ชุด "ญาติวันทอง"
เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็หัดแต่งเพลงลูกกรุงสำเร็จ คือเพลง "นานเกินรอ นำมาบันทึกเสียงอยู่ในชุด "ถ้าวันนี้ยังมีเขาอยู่" โดย สวลี ผกาพันธ์ ในด้านเพลงลูกทุ่งเคยแต่งเพลงให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ร้อง 2-3 เพลง ได้แก่ เพลงคนหัวใจรั่ว เนื้อคู่สีชมพู และโลกนี้ไม่ใช่ของเรา (คนหนักโลก) ใช้นามปากกาว่า "ทวี ลูกเพชร" ในด้านเพลงไทยลูกกรุง เริ่มบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2516 หลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และหลังจากการบวชที่วัดชลประทาน ปากเกร็ด
การบันทึกเสียงในครั้งนี้ มีเพลงรักเธอไม่ถึงบาท, โจรปล้นใจ, สวัสดีความเศร้า และของขวัญวันเกิด โดยได้รับการสนับสนุนจาก ชาญชัย บัวบังศร, พีระ ตรีบุปผา, วิสุทธิ์ กิวานนท์, รุ่งเพชร แหลมสิงห์, นายมงคล เดชานุวงศ์ เจ้าของห้างแผ่นเสียงทองคำ และสวลี ผกาพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ร้องเพลงในชุดนี้ทั้งหมด
หลังจากบันทึกเสียงชุดนี้แล้ว ก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง จนกระทั่งกลับมาในปลายปี 2518 จึงเริ่มงานด้านแต่งเพลงอย่างจริงจัง โดยเริ่มอัดเสียงตามลำดับ ดังนี้
- ชุดคนหน้าเดิม ร้องโดย รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส (4 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย สะพานเหล็ก (ลองเพลย์)
- ชุดจริงใหมเขาเรียกเธอว่ากากี โดยสุเทพ วงศ์กำแหง (12 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ สพานเหล็ก
- ชุดถ้าวันนี้ยังมีเขาอยู่ โดยสวลี ผกาพันธ์ (4 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย
- ชุดฝากเพลงถึงเธอ โดยธานินท์ อินทรเทพ (10 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงเสริมวิทย์ ศรีย่าน กรุงเทพฯ
- ชุดถ้าหัวใจฉันมีปีก โดยจิตติมา เจือใจ ผลิตโดยห้างแผ่นยเสียงทองคำ สพานเหล็ก
- ชุดญาติวันทอง โดยธานินท์ อินทรเทพ ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงเสริมวิทย์ ศรีย่าน
- ชุดเพชรบุรีตัดใหม่ โดยจิตติมา เจือใจ (10 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย สะพานเหล็ก
- ชุดหลักไม้เลื้อย โดยจิตติมา เจือใจ (4 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงทองคำ
- ชุดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก, น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย โดยธานินท์ อินทรเทพ และสรรชัย โกรานนท์ ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงที.พี.ซี. สามแยกเอกมัย (10 เพลง)
- ชุดฝนซาฟ้าใส โดยจิตติมา เจือใจ (8 เพลง) ผลิตโดยห้างแผ่นเสียงกรุงไทย
- ชุดวันนั้นแล้วเธอจะทิ้ง โดยจิตติมา เจือใจ, เอกชัย ไอยรา (10 เพลง) ผลิตโดย เอกชัย ไอยรา ผลงานด้านเพลงประกอบในภาพยนต์ ได้รับการสนับสนุนจาก พยุง พึ่งศิลป์, ชาญ มหสรรค์ แห่งรัชฟิล์มทีวี,ธรรมนูญ ปุงคานนท์, ดำรง พุฒตาล, พันธ์เทพและวัชรี อรรถไกรวัลย์วทีแห่งเทพศิลป์ภาพยนต์, ชุมพร เทพพิทักษ์ และวิสันต์ สันติสุชา แห่งสันติสุชาภาพยนต์ ซึ่งเพลงในภาพยนต์เหล่านี้มีเพลงแหวนสวาท, อิทธิพลรัก, คุณครูคนใหม่, กิเลสคน, ขยี้มือปืน, ความรักสีดำ, รักเลือกไม่ได้, ทางเสือผ่าน, จูลี่ที่รัก, มนต์รักแม่น้ำมูล, เมืองอลเวง, นักเลงสามสลึง, สิงห์สั่งป่า, เล็บครุฑ, หมัดปืนไว, ดับเครื่องชน และวัยเสเพล
รายชื่อผลงานเพลง ของทวีพงศ์ มณีนิล ในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เริ่มทำกับ ฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์ และต่อมาได้ร่วมงานกับห้องอัดเสียงทอง ได้ผลิตผลงานอีหลายชุด ตามลำดับดังนี้
1. ฝันสลาย ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์ เป็นเทปชุดที่มาของเทปชุดหัวใจสลาย คือ ในเทปชุดฝันสลายมีทำนองเพลงจีนเพียงเพลงเดียวที่เหลือเป็นทำนองสากล แต่เพลงฝันสลายกลับได้รับความนิยมอยู่เพลงเดียวจึงทำให้มีการจัดทำเทปชุดต่อมา
2. หัวใจสลาย ชุด 1 ซึ่งขายดีเป็นประวัติการณ์ ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์
3. หัวใจสลาย ชุด 2 (เช็ดน้ำตากับอกฉัน) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์
4. น้ำตาดอกไม้ ขับร้องโดยธานินท์ อินทรเทพ ซึ่งทำนร่วม วิรัช อยู่ถาวร
5. คำหล้าอาลัย ขับร้องโดยมาสสุภา กาพย์ประพันธ์ ซึ่งทำร่วมกับนริศร ทรัพยะประภาและวิรัช อยู่ถาวร
6. คนเดินดิน (น้ำตาจระเข้, ขอเพียงรัก, วิมานลอย, เหนือลิขิต, อย่าลืมฉัน) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์
7. ในม่านเมฆ (เพลงในม่านเมฆ) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์
8. เพลงดัง หนังละคร (เพลงวงเวียนชีวิต, พิษอารมณ์, หงส์เหิน, สิ้นสวาท, ทัณฑ์กามเทพ) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์
9. คนไกลบ้าน (ทั้งชุด 12 เพลง วางตลาดเดือนธันวาคม) ทำร่วมกับฮ็อท เป็บเปอร์ ซิงเกอร์
10. ยังไม่มีชื่อ ฮ็อทเป็บเปอร์บรรเลง เศรษฐา ศิระฉายา ขับร้อง
ผู้สนับสนุนด้านแต่งเพลง
ชาญ ชัย บัวบังศร, สมานกาญจนผลิน และนคร ถนอมทรัพย์ การแต่งเพลงอาศัยหลักการเขียนหนังสือของทวิช โปสินธุ์ (ยิ่งยง สะเด็ดยาด) และบรรเจิด ทวี (ไก่อ่อน)
รางวัลที่ได้รับ
1. รางวัลเสาอากาศทองคำ ปี 2519 จากเพลง "คนหน้าเดิม" ด้านคำร้องยอดเยี่ยม ขับร้องโดยรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส
2. รางวัลเสาอากาศทองคำ ปี 2520 จากเพลง "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก" ด้านทำนองยอดเยี่ยม ขับร้องโดยธานินท์ อินทรเทพ
3. รางวัลแผ่นเสียงทองคำ พระราชทาน 2 รางวัล ปี 2522 จากเพลง "ปั้นดินให้เป็นดาว" ด้านคำร้องและทำนองยอดเยี่ยม ขับร้องโดยธานินท์ อินทรเทพ
ทวีพงศ์ มณีนิล เสียชีวิตโดยถูกมือปืนลอบสังหารด้วยปืนขนาด 11 มม. ขณะยืนคุยโทรศัพท์ที่ห้างแผ่นเสียงเมโทร ย่านประตูน้ำเมื่อบ่าย 15.00 น. ของวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2526
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568
คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568
เริ่มแล้ว "คนละครึ่งพลัส" ผ่านแอปฯ เป๋าตัง รัฐออกให้สูงสุดวันละ 200 บาท
หลังจากรัฐบาล เปิดให้ประชาชนกดรับสิทธิเข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" แล้ว เพื่อหวังลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
29 ตุลาคม 2568 เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน
ที่สำคัญคือประชาชนที่ได้รับสิทธิแล้วจะต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วม "คนละครึ่งพลัส" จะสามารถใช้สิทธิไปจนถึงวันสิ้นสุดโครงการคือวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น.
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568
คำตรงข้าม เรียงตามหมวดอักษร
คำตรงข้ามหมวด ก
- กำไร
ตรงข้ามกับ ขาดทุน - ก้ม
ตรงข้ามกับ เงย - แก่
ตรงข้ามกับ เด็ก - ใกล้
ตรงข้ามกับ ไกล - กลืน
ตรงข้ามกับ คาย - ไกล
ตรงข้ามกับ ใกล้ - ก่อน
ตรงข้ามกับ หลัง - กำ
ตรงข้ามกับ แบ - ก้าวหน้า
ตรงข้ามกับ ถอยหลัง - กระจุก
ตรงข้ามกับ กระจาย - กระท่อม
ตรงข้ามกับ ปราสาท - เกิด
ตรงข้ามกับ ตาย - กลางคืน
ตรงข้ามกับ กลางวัน - กว้าง
ตรงข้ามกับ แคบ - กลม
ตรงข้ามกับ เบี้ยว - กลัว
ตรงข้ามกับ กล้า
คำตรงข้ามหมวด ข - จ
- ข้างหลัง
ตรงข้ามกับ ข้างหน้า - ข้างขึ้น
ตรงข้ามกับ ข้างแรม - ขยัน
ตรงข้ามกับ เกียจคร้าน - ขม
ตรงข้ามกับ หวาน - แข็ง
ตรงข้ามกับ นิ่ม - ขาด
ตรงข้ามกับ เกิน - ขุด
ตรงข้ามกับ กลบ - ขุ่น
ตรงข้ามกับ ใส - ขอ
ตรงข้ามกับ ให้ - แข็งแรง
ตรงข้ามกับ อ่อนแอ - เข้า
ตรงข้ามกับ ออก - ขาดแคลน
ตรงข้ามกับ เหลือเฟือ - ขวา
ตรงข้ามกับ ซ้าย - ขาย
ตรงข้ามกับ ซื้อ - ขึ้น
ตรงข้ามกับ ลง - ขาว
ตรงข้ามกับ ดำ - คดโกง
ตรงข้ามกับ ซื่อสัตย์ - ค่ำ
ตรงข้ามกับ เช้า - คุณ
ตรงข้ามกับ โทษ - คว่ำ
ตรงข้ามกับ หงาย - คม
ตรงข้ามกับ ทื่อ - ง่าย
ตรงข้ามกับ ยาก - เงียบ
ตรงข้ามกับ ดัง - จริง
ตรงข้ามกับ เท็จ - แจ้ง
ตรงข้ามกับ มืด - จม
ตรงข้ามกับ ลอย - จาง
ตรงข้ามกับ เข้ม - จอด
ตรงข้ามกับ แล่น - จับ
ตรงข้ามกับ ปล่อย - จืด
ตรงข้ามกับ เค็ม - จน
ตรงข้ามกับ รวย - ใจดี
ตรงข้ามกับ ใจร้าย
คำตรงข้ามหมวด ฉ - ต
- เฉย
ตรงข้ามกับ โวยวาย - แฉ
- เฉ
ตรงข้ามกับ ตรง - ฉลาด
ตรงข้ามกับ โง่ - ชม
ตรงข้ามกับ ติ - ชอบ
ตรงข้ามกับ ชัง - ใช่
ตรงข้ามกับ ไม่ - ช้า
ตรงข้ามกับ เร็ว - เชื่องช้า
ตรงข้ามกับ คล่องแคล่ว - ดี
ตรงข้ามกับ เลว - ดีใจ
ตรงข้ามกับ เสียใจ - ดื้อ
ตรงข้ามกับ ว่าง่าย - เด็ก
ตรงข้ามกับ ผู้ใหญ่ - ด้าน
- ดำ
ตรงข้ามกับ ขาว - แดง
ตรงข้ามกับ ดำ - ตอบ
ตรงข้ามกับ ถาม - ตรง
ตรงข้ามกับ คด - ต้น
ตรงข้ามกับ ปลาย - ตาย
ตรงข้ามกับ ฟื้น - ตกลง
ตรงข้ามกับ ปฏิเสธ - โต
ตรงข้ามกับ เล็ก - ตื่น
ตรงข้ามกับ หลับ
คำตรงข้ามหมวด ถ - ป
- ถูก
ตรงข้ามกับ ไม่ - ถาม
ตรงข้ามกับ ตอบ - ถูกต้อง
ตรงข้ามกับ ไม่ - ถูกแล้ว
ตรงข้ามกับ ไม่ - ทะลึ่ง
ตรงข้ามกับ สุภาพ - น่ารัก
- แน่น
ตรงข้ามกับ หลวม - โน
ตรงข้ามกับ ใช่ - นาน
ตรงข้ามกับ เร็ว - บิด
ตรงข้ามกับ ตรง - บาย
ตรงข้ามกับ ใช่ - บ้า
ตรงข้ามกับ ดี - เบา
ตรงข้ามกับ หนัก - บุญ
ตรงข้ามกับ บาป - บ่
ตรงข้ามกับ ใช่ - ปลิ้นปล้อน
ตรงข้ามกับ จริงจัง - ไป
ตรงข้ามกับ มา - เปียก
ตรงข้ามกับ แห้ง - เปราะ
ตรงข้ามกับ เหนียว - ปัก
ตรงข้ามกับ ถอน - เปรี้ยว
ตรงข้ามกับ เค็ม - ประหยัด
ตรงข้ามกับ ฟุ่มเฟือย
คำตรงข้ามหมวด พ - ร
- พาล
ตรงข้ามกับ บัณฑิต - พระ
ตรงข้ามกับ มาร - แพ้
ตรงข้ามกับ ชนะ - มาก
ตรงข้ามกับ น้อย - ไม่เอา
ตรงข้ามกับ ใช่ - ไม่
ตรงข้ามกับ ใช่ - เมื่อวาน
ตรงข้ามกับ วันนี้ - แม่
ตรงข้ามกับ พ่อ - มา
ตรงข้ามกับ ไป - มืด
ตรงข้ามกับ สว่าง - มิตร
ตรงข้ามกับ ศัตรู - มั่น
ตรงข้ามกับ โลเล - ยุ่ง
ตรงข้ามกับ เรียบ - ยืด
ตรงข้ามกับ หด - ยืน
ตรงข้ามกับ นั่ง - ยาว
ตรงข้ามกับ สั้น - เย็น
ตรงข้ามกับ เช้า - ยิ้ม
ตรงข้ามกับ บึ้ง - เรียบร้อย
ตรงข้ามกับ ลุ่มล่าม - รวย
ตรงข้ามกับ จน - ร้อน
ตรงข้ามกับ เย็น - รอบคอบ
คำตรงข้ามหมวด ล - ศ
- โล่ง
ตรงข้ามกับ รก - วิ่ง
ตรงข้ามกับ หยุด - เศรษฐี
ตรงข้ามกับ ยาจก - เศร้า
ตรงข้ามกับ เบิกบาน - ศิษย์
ตรงข้ามกับ อาจารย์
คำตรงข้ามหมวด ส - อ
- สรรเสริญ
ตรงข้ามกับ นินทา - สุข
ตรงข้ามกับ ทุกข์ - ใส่
ตรงข้ามกับ ถอด - สูง
ตรงข้ามกับ ต่ำ - ใส
ตรงข้ามกับ ดำ - สวม
ตรงข้ามกับ ถอด - สามัคคี
ตรงข้ามกับ แตกแยก - สุภาพ
ตรงข้ามกับ หยาบคาย - สร้างสรรค์
ตรงข้ามกับ ทำลาย - สกปรก
ตรงข้ามกับ สะอาด - สาว
ตรงข้ามกับ หนุ่ม - สะอาด
ตรงข้ามกับ สกปรก - สวย
ตรงข้ามกับ ขี้เหร่ - สว่าง
ตรงข้ามกับ ดำ - สั่น
ตรงข้ามกับ นิ่ง - สมหวัง
ตรงข้ามกับ ผิดหวัง - สุจริต
ตรงข้ามกับ ทุจริต - หมด
ตรงข้ามกับ มี - หล่อ
ตรงข้ามกับ อัปลักษณ์ - แหลม
ตรงข้ามกับ ทู่ - หื่อ
ตรงข้ามกับ ใช่ - หัวเราะ
ตรงข้ามกับ ร้องไห้ - หวาน
ตรงข้ามกับ ขม - ใหม่
ตรงข้ามกับ เก่า - แห้ง
ตรงข้ามกับ เปียก - หอม
ตรงข้ามกับ เหม็น - หงอ
ตรงข้ามกับ กร่าง - หยาบคาย
ตรงข้ามกับ อ่อนหวาน - หลุด
ตรงข้ามกับ ติด - หิว
ตรงข้ามกับ อิ่ม - หยาบ
ตรงข้ามกับ ละเอียด - อ้วน
ตรงข้ามกับ ผอม - อำพราง
ตรงข้ามกับ เปิดเผย