วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

นิราศภูเขาทอง นิราศเรื่องที่ ๓ ของสุนทรภู่

 นิราศภูเขาทอง ได้รับยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่านสุนทรภู่ ท่านแต่งเรื่องนี้ เมื่อครั้งเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าไปในราวปี พ.ศ.๒๓๗๑ หลังจากเกิดมีเรื่องมีราวที่วัดราชบูรณะฯ ขณะนั้นท่าน มีอายุราว ๔๒ ปี


นิราศเรื่องนี้ไม่ยาวนัก แต่พร้อมไปด้วยกระบวนกลอนอันไพเราะ และแง่คิดสำหรับการดำรงชีวิต อาจเป็นด้วยท่านสุนทรภู่ได้บวชมาหลายพรรษาแล้ว และได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น เส้นทางเดินทางจะคล้ายกับนิราศ พระบาท เพราะออกจากพระนครทวนแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ ขอให้สังเกตความเปรียบเทียบในนิราศภูเขาทองกับนิราศพระบาท ซึ่งท่านแต่งขึ้นเมื่อรุ่นหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปีว่า ท่านสุนทรภู่คิดเห็นสุขุมขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่ความจงรักภักดีของท่านสุนทรภู่ ในพระองค์ก็มิได้เสื่อมคลายไปแม้แต่น้อย ด้วยท่านยังคร่ำครวญรำพันถึงพระองค์อยู่ตลอดการเดินทางในนิราศเรื่องนี้




๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
รับกฐินภิญโญโมทนาชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาสเมื่อตรุษสารทพระพรรษาได้อาศัย
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัยมาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหารแต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็นเพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้งก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้างมาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร ฯ
 
๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาดคิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทรแต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาดด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวายประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกาขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไป ฯ
 
ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่งคิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
 เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวยแล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
 เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถเคยรับราชโองการอ่านฉลอง
 จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลองมิได้ข้องเคืองขัดหัทยา
 เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
 สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธาวาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ
 
ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
 ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกลให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ
 ถึงอารามนามวัดประโคนปักไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
 เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดินมิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา
 ขอเดชะพระพุทธคุณช่วยแม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
 อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลาอยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง
 ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำแพประจำจอดรายเขาขายของ
 มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตองทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ
 
ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมงมีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
 โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเราให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
 ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
 ถึงสุราพารอดไม่วอดวายไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
 ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารักสุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
 ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไปแต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ
 
ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้องมามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
 เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืนจึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง
 ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครองเคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
 ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคืองทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
 ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์ร่มนิโรธรุกขมูลให้พูนผล
 ขอเดชะอานุภาพพระทศพลให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ
 
ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่งมีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย
 ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางรายพวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง
 จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถานทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง
 ถึงเขมาอารามอร่ามทองพึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ
 
โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศมาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
 ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืนทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา
 โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลองเพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา
 เป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนาพอนาวาติดชลเข้าวนเวียน
 ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอกกลับกระฉอกฉาดฉันฉวัดเฉวียน
 บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียนดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน
 ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วงครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
 โอ้เรือพ้นวนมาในสาชลใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลาฯ
 
ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้งสองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
 โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคาเหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ
 เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝงทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
 เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ซ้ำเจือเพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย
 ถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญมีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย
 ทั้งของสวนล้วนแต่เรือเรียงรายพวกหญิงชายชุมกันทุกวันคืนฯ
 
มาถึงบางธรณีทวีโศกยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
 โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้นถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
 เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
 ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจเหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกาฯ
 
ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่าผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา
 เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตาทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย
 โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยงเหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
 นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิดฯ
 
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
 แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตรจะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ
 
ถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิดอ่านจะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนา
 ขอให้สมคะเนเถิดเทวาจะได้ผาสุกสวัสดิ์จำกัดภัย
 ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาดบังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้
 เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมในอุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา
 ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรักสู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนา
 เป็นล่วงพ้นรนราคราคาถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดีฯ
 
ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้าพระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
 ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรีชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
 โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลังแต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว
 โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัวไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ
 สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
 แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใดขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
 สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้างอย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
 เหลืออาลัยใจตรมระทมทวีทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมาฯ
 
ถึงบ้านงิ้วเห็นแต่งิ้วละลิ่วสูงไม่มีฝูงสัตว์สิงกิ่งพฤกษา
 ด้วยหนามดกรกดาษระดะตานึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ
 งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลมดังขวากแซมเสี้ยมแซกแตกไสว
 ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัยก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
 เราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้วยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง
 ทุกวันนี้วิปริตผิดทำนองเจียนจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไรฯ
 
โอ้คิดมาสารพัดจะตัดขาดตัดสวาทตัดรักมิยักไหว
 ถวิลหวังนั่งนึกอนาถใจถึงเกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น
 ดูห่างย่านบ้านช่องทั้งสองฝั่งระวังทั้งสัตว์น้ำจะทำเข็ญ
 เป็นที่อยู่ผู้ร้ายไม่วายเว้นเที่ยวซ่อนเร้นตีเรือเหลือระอาฯ
 
พระสุริยงลงลับพยับฝนดูมัวมนมืดมิดทุกทิศา
 ถึงทางลัดตัดทางมากลางนาทั้งแฝกคาแขมกกขึ้นรกเรี้ยว
 เป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้างทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียว
 เห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียวล้วนเรือเพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย
 เขาถ่อคล่องว่องไวไปเป็นยืดเรือเราฝืดเฝือมานิจจาเอ๋ย
 ต้องถ่อค้ำร่ำไปทั้งไม่เคยประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก
 กลับถอยหลังรั้งรอเฝ้าถ่อถอนเรือขย่อนโยกโยนกระโถนหก
 เงียบสงัดสัตว์ป่าคณานกน้ำค้างตกพร่างพรายพระพายพัด
 ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่งพอหยุดยุงฉู่ชุมมารุมกัด
 เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัดต้องนั่งปัดแปะไปมิได้นอนฯ
 
แสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้างในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอน
 จนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพรกาเรียนร่อนร้องก้องเมื่อสองยาม
 ทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อยพระพายเฉื่อยฉิวฉิววะหวิวหวาม
 วังเวงจิตคิดคะนึงรำพึงความถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส
 สำรวลกับเพื่อนรักสะพรักพร้อมอยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบัติ
 โอ้ยามเข็ญเห็นอยู่แต่หนูพัดช่วยนั่งปัดยุงให้ไม่ไกลกาย
 จนเดือนเด่นเห็นกอกระจับจอกระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงาย
 เห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่ายข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร
 จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผักดูน่ารักบรรจงส่งเกสร
 เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจรก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา
 สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่าเป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา
 กระจับจอกดอกบัวบานผกาดาษดาดูขาวดั่งดาวพราย
 โอ้เช่นนี้สีกาได้มาเห็นจะลงเล่นกลางทุ่งเหมือนมุ่งหมาย
 ที่มีเรือน้อยน้อยจะลอยพายเที่ยวถอนสายบัวผันสันตวา
 ถึงตัวเราเล่าถ้ายังมีโยมหญิงไหนจะนิ่งดูดายอายบุปผา
 คงจะใช้ให้ศิษย์ที่ติดมาอุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน
 นี่จนใจไม่มีเท่าขี้เล็บขี้เกียจเก็บเลยทางมากลางหน
 พอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยนถึงตำบลกรุงเก่ายิ่งเศร้าใจฯ
 
มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้งคิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
 จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวยก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
 แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลกอกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
 เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควรจะต้องม้วนหน้ากลับอัปประมาณฯ
 
มาจอดท่าหน้าวัดพระเมรุข้ามริมอารามเรือเรียงเคียงขนาน
 บ้างขึ้นล่องร้องลำเล่นสำราญทั้งเพลงการเกี้ยวแก้กันแซ่เซ็ง
 บ้างฉลองผ้าป่าเสภาขับระนาดรับรัวคล้ายกับนายเส็ง
 มีโคมรายแลอร่ามเหมือนสำเพ็งเมื่อคราวเคร่งก็มิใคร่จะได้ดู
 อ้ายลำหนึ่งครึ่งท่อนกลอนมันมากช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหนื่อยหู
 ไม่จบบทลดเลี้ยวเหมือนเงี้ยวงูจนลูกคู่ขอทุเลาว่าหาวนอนฯ
 
ได้ฟังเล่นต่างต่างที่ข้างวัดจนสงัดเงียบหลับลงกับหมอน
 ประมาณสามยามคล้ำในอัมพรอ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ
 นาวาเอียงเสียงกุกลุกขึ้นร้องมันดำล่องน้ำไปช่างไวเหลือ
 ไม่เห็นหน้าสานุศิษย์ที่ชิดเชื้อเหมือนเนื้อเบื้อบ้าเคอะดูเซอะซะ
 แต่หนูพัดจัดแจงจุดเทียนส่องไม่เสียของขาวเหลืองเครื่องอัฏฐะ
 ด้วยเดชะตบะบุญกับคุณพระชัยชนะมารได้ดังใจปองฯ
 
ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถเจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
 ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทองดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
 อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่นเป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
 ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันไดคงคาลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
 มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัดในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
 ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกันเป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
 บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่นต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม
 ประทักษิณจินตนาพยายามได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์
 มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวายด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน
 เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
 ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสกเผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
 โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรักเสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
 กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศจะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
 เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็นคิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นฯ
 
ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศบรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์
 ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
 จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
 ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กรายแสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์
 ทั้งโลโภโทโสแลโมหะให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
 ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายงทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
 อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่วอย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน
 ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ
 
พอกราบพระปะดอกปทุมชาติพบพระธาตุสถิตในเกสร
 สมถวิลยินดีชุลีกรประคองซ้อนเชิญองค์ลงนาวา
 กับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้วใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
 มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชาไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ
 แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล
 โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกลเสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน
 สุดจะอยู่ดูอื่นไม่ฝืนโศกกำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน
 พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานีฯ
 
ประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวงค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์
 นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา
 ด้วยได้ไปเคารพพระพุทธรูปทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา
 เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธาตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ
 ใช่จะมีที่รักสมัครมาดแรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
 ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไรตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
 เหมือนแม่ครัวคั่วแกงแพนงผัดสารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
 อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกาต้องโรยน่าเสียสักหน่อยอร่อยใจฯ
 จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้นอย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
 นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจจึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เนื้อเพลง